หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

๕.๓
ในครั้งแรกของการค้นพบหลุมดำ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็
ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะหลุมดำทำตัวผิดกฎของจักรวาล ทุกสิ่งในจักรวาลควรจะยุ่งเหยิงมากขึ้นๆ แต่หลุมดำกลับทำให้สิ่งต่างๆ มารวมกัน เปรียบเสมือนไข่ที่ตกแตกกระจายลงพื้นถูกดูดกลับให้ชิ้นส่วนต่างๆ มารวมกันเป็นไข่ใบเดิมได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับจักรวาล หลังจากระเบิดเป็นบิ๊กแบง
ก็เปรียบเสมือนไข่ที่แตกแล้ว แต่หลุมดำทำหน้าที่รวบรวมมวลที่กระจัดกระจายนั้นกลับมาอีกครั้งเพื่อให้เหมือนกับเมื่อครั้งก่อน
เกิดจักรวาล แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าภายในหลุมดำน่าจะมีความไร้ระเบียบสูงที่สุด เพราะมันฉีกสิ่งต่างๆ เข้ามารวมกันไว้ที่ตัวมัน (ลองเปรียบเทียบการฉีกหนังสือในห้องสมุดทั้งหมดแล้วขยำรวมกันเป็นก้อนเล็กๆ) ดังนั้น ขนาดที่เล็กลง ไม่จำเป็นต้องมีระเบียบมากขึ้นเสมอไป
การที่ไฮโดรเจน 2 อะตอมมารวมกันเป็นฮีเลียม อะตอมจะใหญ่ขึ้น นิ่งขึ้น ความไร้ระเบียบลดลง แต่มันก็ต้องคายพลังงาน
ออกมาจำนวนมหาศาล เพื่อไปทำให้สิ่งแวดล้อมยุ่งเหยิงแทน เช่น ดวงอาทิตย์เรากำลังเกิดปฎิกิริยานี้อยู่ จึงปล่อยความร้อน
ออกมาได้อยู่ตลอดเวลาทำให้โลกเกิดวิวัฒนาการ มีอนิจจัง 
ทุกขัง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ โลกก็จะเป็นเพียงดวงดาวที่เย็นชืด เงียบสนิท ดวงหนึ่ง เท่านั้น หรือจะสรุปง่ายๆ ว่า ความยุ่งเหยิงของดวงอาทิตย์ที่ลดลงจากปฎิกิริยาฟิวชั่น
ส่งผลมาทำให้โลกเกิดความยุ่งเหยิงมากขึ้นก็ได้ สักวันหนึ่ง
เมื่อดวงอาทิตย์หมดพลัง มันก็หดตัวกลายเป็นดาวเเคระขาวที่ยิ่งมีระเบียบมากขึ้นไปอีก มวลสารจะมีความเป็นระเบียบ
สูงกว่า พลังงาน ตามสูตร E=mc2 แสดงให้เห็นว่ามวล
(M) สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน (E) ได้ หลังจากที่เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นเรียบร้อย ความเป็นระเบียบของอะตอมมากขึ้น แต่มันก็จะไปเพิ่มความไร้ระเบียบให้กับสิ่งแวดล้อม แล้วการแปลงมวลสารส่วนหนึ่งไปเป็นพลังงานความร้อน ขณะนี้ทุกๆ 1 วินาที
จะมีมวลสารบนดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปเป็นพลังงานถึงประมาณ 200 ล้านตัน ตัวเราเองก็เช่นกัน ที่คงสภาวะความมีระบบ
ระเบียบ เติบโตจนสูงใหญ่ขึ้นมาได้ ก็ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม
ไปมากมาย เช่น พืช ผัก หมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่รับประทานเข้าไป แล้วถูกย่อยสลายจนอยู่ในสภาพไร้ระเบียบ ชีวิตหนึ่งเกิดมา ก็ต้องทำลายอีกหลายๆชีวิต เพื่อสร้างความมีระเบียบให้กับ
ตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียชีวิตลง มนุษย์ก็จะคืนความไร้ระเบียบกลับไปใหสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยสรุปก็คือ จักรวาลโดยรวมจะมีทิศไปในทางที่ไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับการค้นพบของพระพุทธองค์ว่า "สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง"

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

๕.๒
ความไร้ระเบียบของระบบเป็นตัวกำหนดเวลา เช่น ถ้ามีรูปภาพ
๒ รูป รูปที่ ๑ เป็นแก้วที่แตกเป็นชิ้น รูปที่ ๒ เป็นแก้วใบเดียวกันที่สมบูรณ์ดี เราจะบอกได้ทันทีเลยว่า รูปแก้วที่แตกจะต้องถ่ายทีหลัง เป็นไปไม่ได้ที่แก้วแตกจะเกิดขึ้นก่อน แล้วรวมตัวกัน
เชื่อมเป็นแก้วที่สมบูรณ์ นั่นก็เพราะเรารู้ว่า จักรวาลมีทิศทาง
ไปข้างหน้าพร้อมกับความไร้ระเบียบที่เพิ่มขึ้นเสมอ
การที่ความโน้มถ่วงเข้ามาจัดระเบียบจักรวาล จึงสวนทิศทาง
ของธรรมชาติ ดังนั้น ทุกครั้งที่จัดระเบียบจะต้องมีการคายพลังงานออกมา พลังงานตัวนี้จะไปทำให้ระบบภายนอก
ยุ่งเหยิงมากขึ้น เช่นเดียวกับตู้เย็นสามารถทำให้น้ำกลาย
เป็นน้ำแข็งซึ่งมีระเบียบมากขึ้น แต่คอมเพรสเซอร์
จะดูดความร้อนไปปล่อยออกนอกตู้ ทำให้ด้านนอกร้อน
และยุ่งเหยิงมากขึ้น จักรวาลมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความยุ่งเหยิงหรือไร้ระเบียบมากขึ้นเสมอ ห้องที่ถูกทิ้งไว้จะรกขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อไรที่มีการจัดห้อง ถือว่าเป็นการสวนทิศของจักรวาล แต่อย่างไรก็ตาม การจัดห้องจะต้องใช้พลังงาน เช่น 
จัดห้องเสร็จ ต้องไปทานอาหาร ซึ่งไปทำให้อาหารย่อยสลาย
และยุ่งเหยิงมากขึ้น จากชิ้นเนื้อ ผัก เป็นต้น ข้าวเป็นเมล็ดกลับกลายเป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่วุ่นวายสับสน ดังนั้น การจัดห้องแม้จะทำให้ห้องเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ก็ไปทำให้อาหารไร้ระเบียบ
เมื่อรวมกันแล้วการ ไร้ระเบียบในจักรวาลจะเกิดขึ้นมากว่า
จิตก็เช่นกัน จะมีความยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฝึกปฎิบัติสมาธิวิปัสสนา จิตเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ก็ต้องสูญเสีย
กำลังสติไปกับการจัดระเบียบนั้น จะต่างกันก็แต่ความยุ่งเหยิงทาง กายภาพเกิดจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น แต่ความยุ่งเหยิง
ภายในจิตเกิดจากความร้อนรุ่ม อันเนื่องมาจากกิเลส ตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ 
การสวนทิศกฎข้อนี้ของจักรวาลต้องใช้พลังงานสูงมาก เช่นที่มี
คำพูดอมตะประโยคหนึ่งที่ว่า "กรุงโรมไม่สามารถสร้างในวันเดียว แต่สามารถทำลายได้ภายในวันเดียว" นั่นก็เพราะการสร้างใหมีระเบียบเป็นการสวนกระแสแห่งจักรวาล ส่วนการทำลายให้ไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นสิ่งที่จักรวาลต้องการอยู่แล้ว 
เหมือนกับไข่ฟองหนึ่งกว่าแม่ไก่จะสร้างขึ้นมาได้ต้องใช้เวลา
นับสัปดาห์ แต่เมื่อมันตกถึงพิ้นก็จะกระจายภายใน
เสี้ยววินาที และถ้าใครที่คิดจะรวบรวมไข่ที่ตกแตกแล้ว
มาทำให้เป็นไข่ ฟองเหมือนเดิม ต้องใช้พลังงานและความพยายามอย่างมหาศาลจนเรียกได้ว่าทำไม่ได้เลย เพราะทุกโมเลกุลกระจัดกระจายเกินกว่าจะรวบรวม

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

๕.๑ ถ้าเทียบอิทธิพลของดวงดาวคือความโน้มถ่วง เจ้าพ่อในจักรวาล
ก็คือดาวที่มีความโน้มถ่วงสูงกว่าดาวดวงอื่น แล้วดึงให้ดาวลูกหมุนโคจรอยู่รอบๆ ในระบบสุริยะเรามีดวงอาทิตย์เป็นผู้มีอิทธิพล แต่ดวง
อาทิตย์เองก็ต้องไปสวามิภักดิ์โคจรรอบหลุมดำ ในดาราจักรทางช้างเผือกจึงมีการหมุนวนย่อยๆ อยู่เต็มไปหมด แต่การหมุนวนที่เป็นหลักใหญ่ก็คือ การหมุนแบบย่อยๆทั้งหมดต้องโคจรรอบๆ หลุมดำที่อยู่เป็นแกน ณ จุดกึ่งกลางของดาราจักร
สมมติว่า ดวงอาทิตย์เป็นส้มโอที่วางบนผ้ายางขึงตึง จนเป็นรอยบุ๋มลงไป ถ้าดีดลูกแก้วเข้าไปจะพบว่า ลูกแก้วจะค่อยๆ หมุนวนรอบรอยบุ๋มนั้น แล้วเข้าไปหาส้มโอในที่สุด คำถามคือว่า แล้วทำไมโลกจึงไม่หมุนวนเข้าหาดวงอาทิตย์ นั่นก๊เพราะว่า ขณะที่ลูกแก้วหมุนจะถูกแรงเสียดทานจากพื้นทำให้ความเร็วตกลงเรื่อยๆ จึงหล่นเข้าหาส้มโอ แต่ในอวกาศไม่มีแรงเสียดทาน ความเร็วในการโคจรรอบดวงอาทิตยืไม่ตก ทำให้โลกหมุนอยู่ในระดับเดิมอยู่ตลอด
ภายในระบบสุริยะของเรา ดาวพฤหัสทรงอิทธิพลที่สุด ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของมัน ทำให้ความโน้มสูง กาล-อวกาศบริเวณนั้นบิดเบี้ยวเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อโลกของเรา
ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์วงนอก ขณะที่โลกเราอยู่วงใน
ดังนั้น เมื่อมีอุกกาบาตขนาดใหญ่ลอยเข้ามา จะถูกแรงโน้มถ่วง
จากดาวพฤหัสเหวี่ยงออกไป หรือไม่ก็ถูกดูดให้ตกลงที่พื้นผิว
ดาวพฤหัสเสียเอง อุกกาบาตขนาดใหญ่จากนอกระบบสุริยะจึงไม่สามารถเข้ามาทำร้ายดาวเคราะห์วงในได้ง่ายๆนัก อุกกาบาตใหญ่
สุดถูกสุดท้ายที่ตกลงสู่โลกคือ เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ซึ่งครองโลกมานานกว่า 100 ล้านปีสูญพันธุ์ทั้งหมด
หลังจากนั้นโลกก็สงบสุข จนมีมนุษย์ขึ้นมาครองโลกแทนเมื่อประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมา ถ้าเทียบกับช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์สามารถครองโลกได้นับ 100 ล้านปีก่อนจะสูญพันธุ์ ซึ่งยาวนานมาก คำถามคือว่า มนุษย์สามารถทำลายสถิตินั้นได้หรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บนที่ ๕ ความไร้ระเบียบ

บนที่ ๕ ความไร้ระเบียบ

จักรวาลเริ่มต้นจากความไร้ระเบียบสุดๆ การระเบิดครั้งใหญ่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกระจัดกระจายออกจากกัน โชคดีที่จักรวาลมีแรงโน้มถ่วง
ซึ่งไปทำให้โปรตอนอัดรวมกันเป็นธาตุต่างๆ และเมื่อปริมาณมากขึ้น ก็กลายเป็นดวงดาวขนาดใหญ่ เนื่องจากโปรตอนมีประจุบวก ซึ่งจะผลักกันเอง การรวมตัวของโปรตอน จึงจะต้องอาศัยแรงโน้มถ่วงจำนวนมหาศาลเข้ามาช่วยอัดด้วยการที่โปรตอนเข้ามารวมกันได้ ความยุ่งเหยิงของระบบจะลดลง (เปรียบเสมือนห้องที่รกไปด้วยตัวต่อเลโก้กระจัดกระจาย แล้วตัวต่อเหล่านั้นก็วิ่งมารวมกันเป็นชิ้นงาน สภาวะความมีระเบียบจะเกิดขึ้นในห้อง) ดังนั้น ความโน้มถ่วงจึงทำให้จักรวาลมีความเป็นระเบียบมากขึ้น
ถ้าเรานำน้ำตาลมาละลายน้ำ โมเลกุลของน้ำตาลจะแพร่กระจายอย่างไร้ทิศทางอยู่ในน้ำ แต่ถ้าเรานำน้ำเชื่อมนั้นมาใส่หลอดทดลองแล้วหมุนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสนามแรงโน้มถ่วงเทียม ในที่สุดเราจะเห็นน้ำตาลรวมกันเป็นเกล็ดตกตะกอนอยู่ก้นหลอดทดลอง สภาวะที่น้ำตาลตกตะกอน
ก็คือการมีระเบียบมากขึ้นนั่นเอง สภาวะไร้ระเบียบจะแปรผันตามเวลา
แรงโน้มถ่วงช่วยทำให้สภาวะมีระเบียบเพิ่มขึ้น ดังนั้น แรงโน้มถ่วงจึงทำให้เวลาเดินช้าลง การที่น้ำตาลกับกลายมาเป็นเกล็ดได้เหมือนเดิม ก็คล้ายๆ กับการย้อนเวลานั่นเอง จักรวาลก็ใช้หลักการนี้โดยอาศัยหลุมดำเป็นตัวเหวี่ยง
ดาราจักรจะต้องหมุนรอบตัวเอง โดยมีหลุมดำอยู่เป็นแกนกลางของแต่ละดาราจักรในดาราจักรทางช้างเผือกของเรา พบหลุมดำมีขนาดมวลประมาณ
3 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ซึ่งมวลขนาดนี้ ถ้าแสงหลุดเข้าไป จะไม่มีทางได้กลับออกมา เวลาส่องกล้องมอง เราจึงเห็นมันมึดสนิท นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งชื่อว่า หลุมดำ (Black Hole) ซึ่งในตอนแรกประเทศฝรั่งเศษ
ไม่ยอมรับคำนี้ เพราะคำว่า Black Hole ในภาษาฝรั่งเศษ แปลได้ความหมายเป็นคำหยาบอย่างมาก ที่น่าประหลาดใจก็คือ ดวงดาวที่อยู่บริเวณขอบนอกขอดาราจักรมีความเร็วในการเคลื่อนที่ไปรอบๆ ไม่ต่างจากดวงดาว
ที่อยู่ใกล้ใจกลางดาราจักรเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (ตามปกติวงนอกต้องเคลื่อนที่ช้ากว่างใน เช่น ดาวพลูโตมีความเร็วโคจรต่ำกว่าดาวพุธ) ยังคงเป็นปริศนาที่ นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะถ้าเร็วขนาดนั้น ดาวที่อยู่บริเวณขอบนอกของดาราจักรควรจะถูกเหวี่ยงออก
ไปจากวงโคจรแล้ว สมมติฐานหนึ่งบอกว่า ดาราจักรยังมีสสารมืด
ที่มองไม่เห็น กระจายอยู่ทั่ว คอยยึดดาราจักรเข้าไว้ด้วยกัน
นักวิทยาศาสตร์พบว่า ดาราจักรทางช้างเผือกของเราหมุนเร็วมากจนถึง
ขนาดที่ดวงดาวทั้งหลายน่าจะถูกเหวี่ยงจนกระจัดกระจายออกจากกัน
แต่มีพลังงานที่มองไม่เห็นคอยยึดดาราจักรไว้เป็นกลุ่มก้อนซึ่งนอกจากหลุมดำแล้ว อาจจะเป็นสสารมืด หรือพลังงานมืด เปรียบเสมือนการเอาลูกแก้วใส่จานแล้วหมุนอย่างเร็ว ลูกแก้วจะต้องกระเด็นออกนอกจากแน่นอน
แต่สำหรับดาราจักรที่มีการหมุนคล้ายจาน กลับสามารถยึดดวงดาว
ให้หมุนวนเป็นกลุ่มใหญ่ได้ แน่นอนว่าด้านในเกิดจากแรงโน้มถ่วงของหลุมดำยึดไว้ แต่บริเวณขอบของดาราจักรแรงจากหลุมดำมาถึงน้อย ดังนั้น
ดาวบริเวณนี้ไม่ควรหมุนเร็ว แต่ในความเป็นจริงมันหมุนเร็วเท่าดาวบริเวณ
ใจกลางดาราจักรเลยทีเดียว ดวงดาวแต่ละดวงในดาราจักร ก็จัดอันดับความสำคัญกันเองตามความโน้มถ่วง ดาวที่มีมวลมากกว่า ความโน้มถ่วงสูงกว่า

จะบังคับให้ดวงดาวที่เล็กกว่า หมุนรอบตัวมัน ถ้าไม่ยอมหมุน ก็จะดูดดวงดาวนั้นเข้าหาตัวมัน (เช่น ถ้าวันใดดวงจันทร์หยุดหมุน ก็จะตกลงสู่พื้นโลกหรือถ้าโลกหยุดหมุน ก็จะถูกดวงอาทิตย์ดูดเข้าไป) ดังนั้น ในดาราจักรจะประกอบด้วยระบบดวงดาวย่อยๆ ที่หมุนรอบๆ ถ้าเป็นกลุ่มอยู่มากมาย

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

๔.๖ อุณหภูมิกับเวลา

๔.๕  อุณหภูมิกับเวลา

ช่วงเวลาขณะเกิดบิ๊กแบง มีอุณหภูมิสูงถึง 100,000 ล้านองศาขณะนั้นเวลาจะผ่านไปเร็วมาก ประมานว่า 1 นาทีในขณะนั้น เทียบเท่า 10,000 ล้านปีในในปัจจุบันเลยทีเดียว ในหลุมดำ มีอุณหภูมิต่ำมาก ประมานเพียงเศษหนึ่งส่วนล้านองศาเหนือศูนย์สมบูรณ์ (ศูนย์สมบูรณ์คือ ภาวะที่ไม่มีความร้อนและอุณหภูมิหลงเหลืออยู่เลย = OK ) ยิ่งหลุมดำใหญ่อุณหภูมิจะลดต่ำลงกว่านี้อีก ในจักรวาลอันเวิ้งว้างมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาน 2.7 K อุณหภูมิก็เหมือนน้ำ คือจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะไหลลงเข้าหลุมดำ ที่อุณหภูมิศูนย์สมบูรณ์ หรือ 0 เคลวิน (-273.15 องศาเซลเซียส) คือสภาวะที่เย็ยสนิท ณ จุดนี้ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งแม้แต่เวลา อิเล็กตรอนก็จะหยุดเคลื่อนที่ ดังนั้น ถ้าใครตกไปในหลุมดำ ยิ่งเข้าใกล้หลุมดำเวลาจะเดินช้าลงเรื่อยๆ จนเวลาหยุดนิ่ง เมื่อถึงใจกลางของหลุมดำ ในจักรวาลนี้ไม่มีความเย็นที่แท้จริง มีแต่ร้อนน้อย แม้จะติดลบ 100 องศาเซลเซีบส ในทางวิทยาศาสตร์ก็ถือว่ายังร้อนอยู่ เพียงแต่มนุษย์เอาประสาทสัมผัสของตัวเองวัดเลยว่าเย็น ใจของคนเราก็เช่นกันไม่มีใจเย็นจริง มีแต่ร้อนน้อย ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตัณหา หรือในจักรวาล
นี้ไม่มีความมืดที่แท้จริง มีแต่สว่างน้อย และสัจธรรมขั้นสูงสุดคือจักรวาลนี้มีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรที่เป็นจริงเลย ถ้ามองในมุมของเวลาในน้ำแข็งเวลาจะเดินช้าที่สุด เราจึงใช้น้ำแข็งสำหรับการแช่เนื้อ กุ้ง หอย ปู ปลา เพราะจะไปช่วยยืดเวลาให้เน่าเสียช้าลง ในต่างประเทศจะแช่เนื้อไว้ที่ตู้น้ำแข็ง (Freezer) สามารถเก็บไว้ได้นานนับปีโดยไม่เสีย  ส่วนในไอน้ำเวลาจะเดินเร็วที่สุด ดังนั้น ถ้าเราต้องการเร่งเวลา จะใช้ไอน้ำช่วย เช่น เวลาย้อมสีผม ถ้าได้การอบไอน้ำที่ศรีษะ ผมจะเปลี่ยนสีเร็วขึ้น ในฤดูร้อน อาหารจึงบูดเสียเร็วกว่าฤดูหนาวแม้ว่าทุกฤดู 1 วันจะมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาที่แท้จริงในฤดูหนาวจะยาวนานกว่าฤดูร้อน ขึ้นอยู่กับว่าอุณหภูมิห่างกันเท่าไร เช่น 10 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว กับ 35 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ผลไม้ที่อยู่นอกตู้เย็นในฤดูหนาวจะอยู่ได้ถึง 3 วันจึงจะเสีย ในขณะที่ฤดูร้อนใช้เวลาเพียงวันเดียว ไม่เฉพาะผลไม้ ปฎิกิริยาอื่นๆ เช่น การเติบโตของต้นไม้ความเร็วเสียง การไหลของน้ำ การสั่นของโมเลกุล เมตาบอลิชึมของเชลล์ ก็จะเร็วขึ้นด้วยถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น เวลาเราไม่สบายอุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้เส้นเลือดขยาย เชลล์ต่างๆ ทำงานเร็วขึ้น เม็ดเลือดขาว ระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาตัวเองทางธรรมชาติ ในทางนาม เราจึงใช้ความร้อนมาเปรียบเทียบกับใจ คนใจร้อน คือคนที่ใจไม่นิ่ง รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วไป ส่วนคนใจเย็นก็คือคนที่ใจนิ่ง รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ดังนั้น ถ้าให้ทั้ง 2 คนมากู้ระเบิดที่กำลังจะระเบิดในอีก 5 นาทีข้างหน้า คนใจเย็นจะบอกว่ายังพอมีเวลา แต่คนใจร้อนซึ่งเวลาเดินเร็ว จะลุกลน และบอกว่าเวลาไม่พอ ในทางกลับกัน ถ้าให้คนใจร้อนรอคอย แม้เพียง 10 นาที เขาจะรู้สึกว่าราวกับครึ่งชั่วโมง เพราะเวลาใจเขาเดินเร็วกว่าเวลานาฬิกา บางครั้งใจคนเราก็เปลี่ยนแปลงได้ เช่น ขณะรอแฟนสาวสวยจะใจเย็น รอ 1 ชั่วโมงราวกับ 10 นาที แต่เมื่อแต่งงานแล้วจะกลายเป็นใจร้อน คือรอภรรยา 10 นาที นานราวกับรอ 1 ชั่วโมง
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขา ด้วยประโยคง่ายๆ ว่า วางมือบนเตาร้อนเพียง 1 นาที รู้สึกราวกับนาน เป็นชั่วโมง นั่งกับสาวงามนาน 1 ชั่วโมง กลับรู้สึกเหมือนแค่ 1 นาที นี่แหละสัมพัทธภาพ ประโยคนี้ไอน์สไตน์กำลังพยายามอธิบายเรื่องของเวลานั่นเอง เนื่องจากเวลาจะเดินเร็ว ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ดังนั้นในสัตว์ที่จำศีล มันต้องพยายามลดอุณหภูมิในตัวให้ต่ำที่สุด เพื่อให้เวลาภายในตัวมันเดินช้าลงเมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในกบที่จำศีลช่วงฤดูแล้ง 3 เดือน เวลาในตัวมันผ่านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง นั่นหมายความว่า หลังจากที่กบออกจากจำศีลมันจะรู้สึกว่า มันฝังตัวลงไปในดินแค่ไม่กี่วัน ไม่ใช่ 3 เดือนตามเวลาภายนอก เพราะเวลาภายในตัวมันเดินช้ามากๆ สำหรับมนุษย์ เป็นสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมีอุณหภูมิของร่างกายคงที่ 37 องศาเซลเซียส จึงไม่สามารถจำศีลได้
การที่เวลาเดินเร็วเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้การค้นพบไฟของมนุษย์ยุคโบราณ จึงมีความสำคัญต่อมนุษย์ชาติมาก เพราะไฟทำให้ปฎิกิริยาต่างๆ เกิดเร็วขึ้น ไฟทำให้อาหารสุกเร็วกว่าตากแดด ช่วยเร่งเมตาบลิชึมของร่างกาย ใช้ฆ่าเชื้อโรค ความร้อนทำให้เวลาเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น ในขณะที่ความโน้มถ่วงทำให้เวลาเดินช้าลง ดังนั้น กรณีที่ดวงอาทิตย์ยุบรวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม ทำให้ความโน้มถ่วงเพิ่มขึ้น 
แต่มันก็จะคายพลังงานความร้อนออกมามหาศาล ทำให้เมื่อรวมผลลัพธ์แล้ว เวลาที่เดินเร็วขึ้นเนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น มากกว่าเวลาที่เดินช้าลงเนื่องจากความโน้มถ่วง ดังนั้น เวลาลัพธ์ก็เท่ากับเดินไปข้างหน้า ปัจจุบัน จักรวาลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิโดยรวมในจักรวาลเย็นลงเรื่อยๆ ปัจจุบันอุณหภูมิในอวกาศอยู่ที่ประมาน 2.7 เคลวิน ถ้าลดลงถึงศูนย์ สรรพสิ่งในจักรวาลจพหายไปทันที แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่า อุณหภูมิที่ 0 เคลวิน จะมีอยู่จริง เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรสามารถเร็วได้เท่าแสง เพราะปรากฎการณ์ทั้งสองนี้ ถ้าเกิดขึ้นได้ จักรวาลจะหายวับไป รวมทั้งเวลาด้วย

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔.๕ การข้ามเวลา

๔.๕ การข้ามเวลา

แม้ว่าเส้นทางเวลาจะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่มนุษย์มีกำลังสติที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางของเวลาได้ เปรียบเสมือนแม่น้ำที่แยกออกเป็น 2 สาย ปลาสิทธิจะเลือกว่านไปทางใดทางหนึ่ง แต่ทั้ง 2 เส้นทาง มันก็ไม่รู้ว่าต้องพบกับอะไรในอนาคตบ้าง และถ้าเลือกทางหนึ่งมันจะไม่รู้เลยว่าอีกเส้นทางเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับมนุษย์เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจเลือกแต่งงานระหว่างแฟน 2 คน
ทั้ง 2 เส้นทางชีวิตนี้ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และถ้าเลือกแต่งกับคนหนึ่ง อีกเส้นทางหนึ่งก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นอย่างไร และคาดหมายไม่ได้ด้วย ทฤษฎีควอนตัมบอกไว้ว่า เราไม่มีทางรู้ จนกว่าจะเอาตัวเองเข้าไปวัด ความไม่แน่นอนมีอิทธิพลสูงจนมิอาจคาดการณ์ได้ สำหรับในทางวิทยาศาสตร์ การเดินทางข้ามเวลาไปในอนาคต ตามทฤษฎีแล้ว ทำได้ง่ายกว่าการเดินทางย้อนอดีต ดังนั้น ถ้าการข้ามเวลาทำได้จริง ควรเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปอนาคต (แต่ปัญหาคือแล้วจะกลับมาปัจจุบันได้อย่างไร) การเดินทางไปในอนาคตสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพแต่การเดินทางย้อนอดีตดูเหมือนใช้ทฤษฎีควอนตัมอธิบายจะง่ายกว่าเพราะการเดินทางไปในอนาคตยังเป็นมิติเดิม เพียงแต่ข้ามเวลา แต่การเดินทางย้อนอดีต จะเป็นมิติซ้อนมิติ (เช่น มีตัวเรา 2 คน คือคนที่ย้อนไปกับคนในอดีต) ซึ่งทฤษฎีควอนตัมสามารถอธิบายได้ ในเรื่องนี้ สตีเฟน ฮอร์กิ้ง ก็เห็นด้วยว่า การเดินทางข้ามเวลาไปในอนาคต มีโอกาสทำได้ สูงกว่าการเดินทางย้อนอดีต ปัญหาก็คือ ถ้าเราข้ามไปอยู่ในโลกอนาคตแล้ว เราอาจจะย้อนกลับมาที่เวลาเดิมไม่ได้อีก ตัวตนเราจะหายไปจากโลกปัจจุบัน และไปใช้ชีวิตในโลกอนาคตแทนคงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ สมมติเราสามารถนั่งยานข้ามเวลาโผล่พรวดไปในปี พ.ศ. 2600 แต่กลับมาเวลาเดิมไม่ได้อีก ไปแล้วไปลับ คงไม่มีใครอยากไป พระพุทธองค์ก็ทรงรู้ว่าปรินิพพานในวันไหน แต่เมื่อไม่ให้เกิดการตระหนก  พระองค์ทรงเลือกที่จะบอกก่อนเพียง 3 เดือนแก่พระอานนท์
ว่า "อานนท์อีก 3 เดือนเราตถาคตจักปรินิพพาน"แม้พระอรหันต์รูปอื่นๆ ท่านก็สามารถรู้ล่วงหน้าได้เช่นกัน พระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต ก็ได้บอกล่วงหน้าแก่หลวงตามหาหัว ญาณสัมปันโน ว่า "อายุ 80 ปี จะนิพพาน"หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เขียนใส่สมุดบันทึกว่า "78 ปี อายุจะต้องสิ้นสุด" เหตุที่การย้อนอดีตทำยากกว่า เพราะว่าขัดกับกฎของเทอร์โมไดนามิกในทางวิทยาศาสตร์เหมือนการไปทำให้จักรวาลหดตัวกลับ  และผิดหลักอนิจจังในทางพระพุทธศาสนา ที่ว่า สรรพสิ่งจะต้องตกอยู่ในสภาวะเสื่อมลงอยู่เสมอ ดังนั้น การจะย้อนเวลาให้ลดจากอายุ 60 เป็น 40 เป็นไปไม่ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ถ้าการย้อนเวลาทำได้จริง จิตจะเป็นเพียงผู้ดู แต่มิอาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงอดีตนั้นได้เลย กาลเวลาที่ผ่านไปนั้นไม่ได้สูญหายไปไหนมันจะถูกเก็บไว้เหมือนระบบอย่างหนึ่ง สักวันเราคงจะสามารถเข้าถึงระบบเหล่านี้ได้ และทฤษฎีที่จะทำให้เกิดขึ้นน่าจะเป็นทฤษฎีควอนตัม โดยเฉพาะเรื่องหลักการพัวพันทาง        ควอนตัม ที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยความไวมากกว่าแสง
ถ้าต้องการย้อนเวลาเพียงการเป็นผู้ดู เชื่อว่าเทคโนโลยีในอนาคตสามารถทำได้อย่างแน่นอน มันก็เหมือนกับการเล่นวิดีโอย้อนกลับ เพียงแต่ภาพเป็น 3 มิติ และตัวเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เช่น ยืนอยู่ข้างๆ มองเห็นตัวเองกำลังนั่งทานข้าวเมื่อ 3 วันที่แล้ว แต่เป็นเพียงการเห็น ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรก็ตาม การย้อนเวลาเช่นนี้จะมีประโยชน์อย่างมาก ในการสืบสวนความผิด จับโกหกผู้ร้าย วิเคราะห์อุบัติเหตุ ถ้าเทคโนโลยีเกิดขี้นจริง ในอนาคตตำรวจกับศาลคงทำงานง่ายขึ้นมาก ตามทฤษฎีไร้ระเบียบได้เปรียบเปรยไว้ว่า แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง ก็สามารถเป็นต้นเหตุให้เกิดพายุทอร์นาโดขึ้นที่นิวยอร์กในอีก 1 เดือนต่อมาได้ 
สรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กัน ดังนั้น การที่มนุษย์คนหนึ่งได้เกิดขึ้นมาบนโลก ย่อมจะส่งผลกระทบไปในวงกว้างยิ่งกว่าผล กระทบปีกผีเสื้อ (butterfly effect) เพราะมนุษย์สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าผีเสื้อเป็นล้านเท่าการย้อนอดีตก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเทคโนโลยีย้อนเวลาสามารถทำได้จริง
มนุษย์คนที่ย้อนเวลาไปในอดีต จะต้องทำให้ประวัติศาสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นธรรมชาติจึงทำให้การย้อนเวลาเป็นของต้องห้ามสำหรับคนที่จิตไม่บริสุทธิ์ ยังเจือปนไปด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน (ตัวกู ของกู) การย้อนเวลา จะสามารถทำได้เฉพาะผู้ที่ฝึกจิตจนถึงระดับที่สามารถละกิเลสทั้งหมดได้เท่านั้น ญาณหยั่งรู้อดีต จะลึกชึ้ง ละเอียดกว่าการย้อนเวลา เพราะจะรู้ไปถึงอดีตชาติเลยทีเดียว ก็คือรู้กรรมในอดีตทั้งหมด รวมไปถึงปฎิสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย เมื่อบรรลุญาณจะรู้ว่า เหตุการณ์ในแต่ละชาติไม่จำเป็นต้องเป็นผลมาจากชาติที่แล้ว
อาจจะเป็นชาติก่อนหน้านั้นหลายๆ ชาติก็ได้เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุมาจากวันนี้ อาจเป็นเมื่อวานซืน หรือสิบวันร้อยวันที่แล้วก็ได้ ดังนั้นกรรมเก่าที่รอตามเอาคืนมากมายมหาศาลเหลือเกิน เมื่อรู้เช่นนี้ จึงต้องการหลุดพ้นจากวังวนแห่งสังสารวัฎ พระพุทธองค์ทรงพบว่า ใน 31 ภพภูมิเวลาเดินเร็วช้าไม่เท่ากันยิ่งภพภูมิสูเวลายิ่งเดินช้าลง ดังนั้น บนสวรรค์ชั้นสุดของอรูปพรหม (ชั้น 31 ) เวลาเดินช้ามากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ชั้นนี้ยังไม่ใช่พิพพานเพราะยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของเวลาอยู่ มีเกิด มีดับ มีอนิจจัง ทุกขัง เพียงแต่นามมากเท่านั้นเอง ในภพของเทวดาแต่ละชั้นเวลาก็ไม่เท่ากัน เช่น สวรรค์ 4 ชั้นแรกที่มนุษย์ทั่วไปมีโอกาสจะไปเกิดมากที่สุด คือชั้นจาตุมมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นมายา และชั้นดุสิต พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 50 ปีมนุษย์ เป็นคือหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นจาตุมมหาราช 100 ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ 200 ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นมายา 400 ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดุสิต พระพุทธองค์ทรงรู้ว่าเวลายืดหดได้ ก่อนทฤษฎีสัมพัทธภาพถึงกว่า 2000 ปี

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔.๔ แสงกับเวลา

๔.๔ แสงกับเวลา

ถ้าแสงมีความเร็วช้าเหมือนเสียง จะทำให้อดีตกลายเป็นอนาคตได้ เช่น เราอยู่บนรถไฟตู้ที่ 2 ได้ยินเสียงคนยิงปืนขึ้นที่หัวขบวน และวินาทีต่อมาได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางท้ายขบวนอีกนัด เราจะบอกได้ทันทีเลยว่า คนที่หัวขบวนยิงปืนก่อน แต่ความจริงแล้ว คนที่ท้ายขบวนยิงก่อนเพียงแต่เสียงกว่าจะมาถึงหูเราต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า เลยมาถึงทีหลังเสียงปืนจากหัวขบวน เช่นเดียวกัน ถ้าแสงเดินทางได้เท่าเสียง สมมติว่าเรายืนบนหลังคารถไฟตู้ที่ 2 เราจะเห็นกับตาเลยว่า คนที่อยู่บนหลังคาหัวขบวนยิงปืนก่อนคนที่อยู่ท้ายขบวน (ทั้งๆ ที่ความจริงกลับกัน) ดังนั้น ถ้าเราส่องกล้องในคืนวันหนึ่ง แล้วเห็นดวงดาวระเบิดขึ้นพอดีบนท้องฟ้า เราจะบอกว่าดวงดาวนั้นระเบิดในเวลาที่ส่องกล้องไม่ได้ มันอาจจะระเบิดเมื่อพันปี หมื่นปีที่แล้ว
แต่แสงเพิ่งเดินทางมาถึงตาเรา ถ้าตอนนี้เราส่องกล้องดูที่พื้นผิวของดาวอังคาร ก็จะเห็นดาวอังคารเมื่อประมาน 4 นาทีก่อน
สรุปแล้วสิ่งที่เราเห็นเป็นอดีตทั้งหมด จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะห่าง แม้แต่การส่องกระจก กว่าแสงจะเดินทางไปที่กระจกแล้ว สะท้อนเข้าตาเราก็ต้องใช้เวลา ดังนั้น ภาพที่เห็นก็ไม่ใช่ปัจจุบันขณะนั้นแล้ว เหตุที่แสงต้องที่ความเร็วสูงมาก ก็เพื่อทำให้ทุกสิ่งที่เราเห็น อยู่ใกล้ปัจจุบันขณะที่สุด จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าแสงมีความเร็วเท่าเสียงคือ 350 เมตรต่อวินาที ผู้ชมบนอัฒจรรย์ในสนามกีฬาตามจุดต่างๆ จะเห็นนักวิ่งเข้าเส้นชัยไม่พร้อมกัน เวลาตัดสินคงจะวุ่นวายน่าดู ถ้าเราสามารถเดินทางเร็วกว่าแสง จะพ้นจากอิทธิพลของแสงในมิตินี้ทันที ในขณะที่ก่อนหน้านั้นแสงไปยืดเวลา จนทำให้เราเห็นแสงเร็วเท่าเดิมตลอด  เมื่อหลุดพ้นจากแสงจะเป็นอิสระจากกาลเวลา สภาวะนิพพานอยู่เหนืออิทธิพลของแสงและเวลา ดังนั้น เมื่อบรรลุนิพพาน จะสามารถหยั่งรู้ทุกมิติ ทุกภพภิมิ อยู่ในช่วงปัจจุบันขณะทั้งหมด 
เข้าใจทุกอย่าง ทะลุมิติที่แฝงอยู่ในจักรวาล รวมไปถึงบริเวณ
ที่แสงไปไม่ถึงด้วย และเนื่องจากทุกมิติ ทุกภพภูมิ ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงและเวลา เมื่อสามารถกำหนดจิตจนอยู่ที่ปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง เท่ากับว่าเอาชนะแสงได้ ความลับของมิติ ภพภูมิอื่นๆ ที่แสงเก็บซ่อนไว้จากตาเนื้อ จะถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด เป็นการผุดรู้ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันขณะเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน ปลาที่อยู่ในตู้จะไม่รู้สึกว่า
กำลังถูกจองจำ เพราะตัวมันไม่สามารถแยยกออกมาจากน้ำได้ ถ้ามีปลาสักตัวสามารถออกมานอกตู้แล้วมองเข้าไป มันจะเข้าใจทันทีว่า เพื่อนๆ มันไม่ได้มีอิสระแต่อย่างใด เช่นเดียวกัน
มนุษย์ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจองจำ จนกว่าจะมีใครหลุดพ้นจากอิทธิพลของแสงและเวลา แล้วมองกลับเข้าไปจึงจะรู้ว่า เหล่าสรรพสัคว์ทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย น่าเวทนายิ่งนักและสภาวะที่สามารถพ้นจากวงจรนี้มีอยู่จริง ซึ่งพระองค์ก็ทรงค้นพบแล้ว