หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ถ้ามองในมุมนี้ เราจะรู้ว่า ความโน้มถ่วงไม่ใช่แรง แต่เป็นความบิดเบี้ยวของกาล-อวกาศทำให้วัตถุเคลื่อนที่ ดังนั้นที่บอกว่า แรงในจักรวาลมี 4 แรง โดยรวมแรงโน้มถ่วงด้วย อาจจะไม่ถูกต้อง ดาวดวงใหญ่ทำให้อวกาศบริเวณนั้นบิดเบี้ยว มวลที่วิ่งผ่านจึงโค้งไปตามอวกาศเข้าหาดาวดวงนั้น ดูราวกับว่าดาวดวงใหญ่มีแรงดึงดูด เช่นเดียวกันกับพายุทอร์นาโดที่ดูดวัตถุขึ้นไปในอวกาศได้ ความจริงไม่ใช่อากาศมีแรงดึงดูด แต่เกิดจากอากาศที่บิดเบี้ยวจากการหมุน
ถ้าเทียบว่าความโน้มถ่วงทำให้เกิดปรากฎการณ์คล้ายแรงดึงดูด
ทางกายภาพ ความชอบ ความอยาก (เวทนา ตัณหา) ก็คือตัวทำให้เกิดปรากฎการณ์คล้ายแรงดึงดูดทางใจ เช่น คนที่ชอบดนตรีร็อค
จะไปรวมตัวกัน ณ สถานแสดงคอนเสิร์ต ราวกับว่าสถานที่แห่งนั้นมีแรงดึงดูด หรือขณะที่ไฟเขียวเปลี่ยนไฟเหลือง รถจะวิ่งเร็วขึ้น ราวกับว่าไฟเหลืองมีแรงดึงดูด การจะหลุดพ้นจากโลกได้ ต้องหนีความโน้มถ่วงให้พ้นฉันใดการจะหลุดพ้นจากโลกียะได้ ต้องหนีความโน้มถ่วงทางใจให้พ้นฉันนั้นาภาวะนิพพานคือการหลุดพ้นจากโลกและจักรวาลทั้งรูปและนาม โลกของเรามีธาตุหนักต่างๆ ไปรวมกันบริเวณศูนย์กลางของโลกโดยเฉพาะธาตุเหล็ก ดังนั้น แกนของโลกจะมีความหนาแน่นสูงมากเวลาบริเวณนั้นจะเดินช้ากว่าที่ผิวโลก วัตถุที่อยู่บนพื้น ถ้าเราขุดหลุมลึกลงไป วัตถุนั้นก็สามารถตกต่อลงไปได้เรื่อยๆ จนถึงแกนโลก เนื่องจากเวลาที่แกนโลกเดินช้าที่สุด (วัตถุจะตกจากบริเวณที่เวลาเดินเร็ว ไปหาบริเวณที่เวลาเดินช้า
มีข้อสันนิษฐานว่า ดวงจันทร์คือมวลของโลกที่หลุดออกไปจาก
การที่โลกถูกดาวขนาดใหญ่วิ่งเข้าชน แต่เนื่องจากผิวโลกส่วนที่หลุดเป็นชั้นเปลือกโลก ทำให้ความหนาแน่นของดวงจันทร์ต่ำ และมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบน้อย เพราะธาตุเหล็กส่วนใหญ่อยู่บริเวณใจกลางโลก นาฬิกาทรายที่ใช้หลักการทำงานเดียวกันนี้ ทรายที่อยู่ด้านบนมีมวลมาก พยายามจะไหลลงสู่ด่านล่าง เราจึงใช้เวลาได้ เช่น ทราบไหลลงมาหมดภายใน 1 ชั่วโมง ไม่ว่าเราจะเอานาฬิกาทรายอันนี้ไปวัดที่ไหนตอนไหนบนพื้นโลก มันก็จะไหลลงมาหมดภายใน 1 ชั่วโมงเช่นเดิมแต่ถ้าเอานาฬิกาทรายอันเดียวนี้ไปวัดบนดวงจันทร์
จะไม่เท่ากับบนโลก เพราะดวงจันทร์มีสนามโน้มถ่วงต่ำกว่าโลก ดังนั้น ถ้าไปวัดบนดวงจันทร์ กว่าทรายจะไหลลงมาหมดต้องใช้เวลานานกว่าบนพื้นโลก ยกตัวอย่างตัวเลขง่ายๆ สมมติว่าใช้เวลา 2 ชั่วโมงทรายจึงจะหมดจากกระเปาะบน ดังนั้น เวลาบนดวงจันทร์ 2 ชั่วโมง เท่ากับ 1 ชั่วโมงบนโลก ถ้าใช้นาฬิกาทรายเป็นบรรทัดฐานก็จะบอกไว้ว่าเวลาบนดวงจันทร์เดินเร็วกว่าบนโลก (ตัวเลขที่ยกมาเป็นเพียงสมมติเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น)

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

๖.๔ ปรากฎการณ์การตก

ถ้าสมมติว่ามีจรวดพุ่งลงสู่พื้นดาวที่มีความโน้มถ่วงสูงมาก บริเวณหัวจรวดกับท้ายจรวด จะมีเวลาที่เดินเร็วช้าไม่เท่ากัน (ท้ายจรวดเร็วกว่าหัวจรวด เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากความโน้มถ่วงน้อยกว่า) ถ้าจรวดนั้นพุ่งลงด้วยความเร่งสูงสุด เวลาที่หัวและท้ายจรวดจะต่างกันมาก ในที่สุดจะจรวดก็จะแตกออก โดยแยกเป็นหัวกับชิ้นหางออกจากกัน
เช่นเดียวกับวัตถุที่ตกจากที่สูง จะตกด้วยความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่ายิ่งใกล้พื้นโลกกาล-อวกาศยิ่งบิดเบี้ยว คือเวลายิ่งเดินช้า ทำให้
วัตถุต้องเพิ่มความเร็วเพื่อให้เวลาในตัวมันเดินช้าลงสัมพันธ์กับเวลา
บนผิวโลก (ยิ่งเร็วเวลายิ่งเดินช้า) จนเมื่อมันตกถึงพื้นโลก มวลของมัน รวมเป็นเนื้อเดียวกับมวลโลก จึงหยุดเคลื่อที่สำหรับหยดน้ำเราจะเห็นมวลของน้ำมารวมกันบริเวณหัวของหยดมากกว่า เพราะด้านนั้นใกล้พื้นโลก สนามความโน้มถ่วงสูงกว่า แต่ถ้าหยดน้ำนั้นอยู่ในยานอวกาศ หยดน้ำที่ลอยอยู่จะกลมสนิท เพราะสนามโน้มถ่วงเท่ากัน
ทุกด้าน น้ำแต่ละหยดจะมีมวลน้อย เมื่อมันตกลงสู่พื้นโลกซึ่งมีความโน้มถ่วงสูง มันจึงต้องพยายามไหลเข้ามารวมกันตรงหัวหยดเพื่อเพิ่มปริมาณมวล (มวลมากทำให้เวลาเดินช้า) ถ้าเราเอาลูกโป่งใส่น้ำ แล้วปั่นให้ลูกโป่งหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว จะพบว่าลูกโป่งป่องข้าง
(เหมือนโลกเราที่ป่องข้าง ก็เพราะโลกหมุน) เหตุที่ป่องข้างก็เพราะว่ามวลพยายามไปรวมกัน ตรงด้านที่ความเร็วสูงสุด คือผิวด้านข้างของลูกโป่งส่วนตรงกลางแกนหมุน (ถ้าเปรียบกับโลกก็คือขั้วโลก) ไม่มีความเร็วเลย ดังนั้น บริเวณนี้ต้องมีมวลน้อยที่สุด ถ้าหมุนลูกโป่งเร็วขึ้นๆ จะพบว่าลูกโป่งกลายเป็นดัมเบลล์รูปหยดน้ำ โดยตรงกลางเป็นจุด และถ้าเร็วกว่านั้นอีก ลูกโป่งจะฉีกขาดออกจากกันเป็น 2 ส่วนทันที ลูกโป่งสวรรค์ มวลของอวกาศมวลที่อยู่ภายในลูกโป่ง น้อยกว่าภายนอก (มวลน้อยทำให้เวลาเดินเร็ว) ดังนั้น มันจะต้องลอยขึ้นไปสู่ระดับที่มีกาล-อวกาศสมดุลกับตัวมัน (ยิ่งสูงขึ้นจากพื้นโลกเวลาบริเวณนั้นยิ่งเดินเร็ว) มันจึงต้องลอยสูงขึ้น เหมือนกับการเล่นโคมลอยยี่เป็ง เราจุดไฟไว้ใต้โคม ก็เพราะความร้อนจะทำให้เวลาภายในโคมเดินเร็วขึ้น โคมจึงต้องลอยตัวเพื่อไปสู่ระดับกาล-อวกาศใหม่ (ยิ่งสูงเวลายิ่งเดินเร็ว)

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

๖.๓
ถ้าเปรียบกับรถมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง โดยให้ผนังของถังเป็นความโค้งของอวกาศ บริเวณดาวพุธผนังของถังจะตั้งฉาก ดังนั้น มอเตอร์ไซค์
ต้องทำความเร็วสูงมากเพื่อจะได้ไม่ถูกดูดตกลงก้นถัง ในขณะที่บริเวณของโลกเรา ผนังของถัง (หรือความโค้งของอวกาศ) จะบานออกเป็นรูปตัว V และยิ่งไกลออกไป ตัว V จะชันน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงดาวพลูโตมันแทบจะบานออกเป็นเส้นตรงเลยทีเดียว ทำให้ดาวพลูโตเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพียงนิดเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะไม่ถูกดูดตกลงสู่ก้นถัง (ซึ่งเปรียบเสมือนตำแหน่งดวงอาทิตย์) และเมื่อพ้นจากดาวพลูโตออกไปผนังของถังก็จะแบนราบเป็นเส้นตรง นั่นหมายความว่า
อิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่ทำให้อวกาศโค้งหมดไป
ในกรณีที่แม้เคลื่อนที่แล้ว ก็ยังไม่สมดุลกับกาล-อวกาศที่บิดเบี้ยวดวงดาวนั้นจะต้องหมุนรอบตัวเองด้วย เพื่อให้ความเร็วในการหมุนรอบตัวเองช่วยทำให้เวลาบนพื้นผิวเดินช้าลงไปอีก จะได้สัมพันธ์
กับกาล-อวกาศ ณ จุดนั้น ถ้าเปรียบจากรถมอเตอร์ไซค์เป็นลูกเหล็กไต่ถังแทน จะพบว่าถ้าขณะที่หมุนรอบถัง ลูกเหล็กลูกนั้นหมุนรอบตัวเองไปด้วย มันจะสามารถทำความเร็วในการไต่ถังลดลงได้เล็กน้อยโดยที่ไม่ตกลงสู้ก้นถัง(วิเคราะห์จากกฎของนิวตันคือ มันมีโมเมนตัมเชิงมุม แต่ถ้าวิเคราะห์จากทฤษฎีของไอน์สไตน์คือ การหมุนทำให้เวลาเดินช้าลง) ดาวบนดวงที่ความหนาแน่นของมวลไม่เท่ากัน
เช่น ดวงจันทร์และดาวพุธ จะมีมวลด้านหนึ่งหนาแน่นมากกว่า มวลที่มากกว่าทำให้เวลาที่พื้นผิวด้านนั้นเดินช้ากว่าอีกด้าน เวลาโคจรรอบดาวแม่มันจึงหันด้านที่มวลมากเข้าหาดาวแม่อยู่ตลอดเวลา
(เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นดวงจันทร์อีกด้านหนึ่งเลย) และเอาด้านที่มวลน้อยห่างออกจากดาวแม่ เนื่องจากยิ่งใกล้ดาวแม่เวลายิ่งเดินช้า มันจึงต้องหันด้านที่มีมวลมากเข้า เพราะมวลยิ่งมากเวลาก็เดินช้าลงเช่นกัน ทำให้สอดคล้องกับกาลในบริเวณนั้น 
ดังนั้น ถ้าอยู่ๆ โลกหยุดหมุน จะเกิดสึนามิขนาดใหญ่ทั่วโลกเพราะมวลของน้ำทะเลจะพยายามรักษาความเร็วที่ทำให้เวลาเท่ากับกาล-อวกาศเดิม นั่นคือน้ำไม่หยุดด้วย

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

๖.๒
นิวตันบอกว่า วัตถุที่มีมวลจะมีแรงดึงดูดระหว่างกัน แต่ไอน์สไตน์บอกว่า เป็นเพราะวัตถุทั้งสองไปทำให้กาล-อวกาศโค้งรอบๆ ตังมัน เช่น
หย่อนลูกเหล็ก ๒ ลูกลงบนผืนใบที่ขึงตึง ลูกเหล็กลูกใหญ่จะทำให้
ผ้าใบโค้งเป็นหลุมลึกกว่า ดังนั้น ถ้าอยู่ห่างกันไม่มาก ลูกเหล็กลูกเล็ก
จะวิ่งเข้าหาลูกใหญ่ สรุปก็คือ ดาวที่มีมวลมากกว่า จะทำให้กาล-อวกาศบิดเบี้ยว ส่งผลให้เวลารอบๆ ตัวมันเดินช้าลง ในขณะที่ดาวที่มีมวลน้อยกว่า จะต้องชดเชยด้วยการใช้ความเร็วเข้าช่วย เพราะความเร็วที่สูงขึ้น ก็จะทำให้เวลาเดินช้าลงเช่นนั้น เช่น ดาวพุธอยู่ใกล้
ดวงอาทิตย์มาก มันจะต้องโคจรด้วยความเร็วสูงกว่า เมื่อเทียบกับโลกที่อยู่ห่างออกมา (ยิ่งใกล้ดวงอาทิตย์ กาล-อวกาศยิ่งบิดเบี้ยว) ถ้าเรียงตามลำดับ คือ ดาวพุธ ศุกร์ โลก อังคาร และพฤหัส จะมีความเร็ว
เชิงเส้นโดยประมาณในการโคจรรอบดวงอาทิตย์คือ 50 35 30 24 และ 13 กิโลเมตรต่อวินาทีตามลำดับ ส่วนดาวพลูโตซึ่งอยู่ห่างที่สุด
โคจรด้วยความเร็วเพียง 5 กิโลเมตรต่อวินาที ช้ากว่าดาวพุธถึง 10 เท่า ดาวพุธจึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Mercury ซึ่งตั้งตามนามของเทพเจ้าแห่งความเร็ว ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ เครื่องบินที่บินด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อวินาที เวลาบนเครื่องจะเดินช้ากว่าเครื่องบินที่มีความเร็ว 5 กิโลเมตรต่อวินาที ดาวพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก ความบิดเบี้ยวของกาล-อวกาศน้อย ดังนั้น ดาวพลูโตไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่เร็ว เพียงแค่ 5 กิโลเมตรต่อวินาที ก็เพียงพอแล้ว ถ้ามากกว่านั้นมันจะทะลุกาล-อวกาศ นั่นหมายถึงการหลุดออกจากวงโคจรนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

๖.๑ความโน้มถ่วงกับเวลา

๖.๑ความโน้มถ่วงกับเวลา

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งมี " ความเร็วสูง " หรือ "ความโน้มถ่วงสูง" เวลายิ่งเดินช้าลง เช่น ยิ่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์เวลาจะยิ่งเดินช้าลง หรือขึ้นยานอวกาศความเร็วสูง เวลาบนยานก็จะช้ากว่าเวลาบนโลก คนที่อาศัยบนคอนโดชั้น 2 ตามทฤษฎีแล้ว เวลาในห้องจะเดินช้ากว่าคนที่อาศัยอยู่ ณ ชั้น 20 เพราะชั้น 2 ได้รับอิทธิพลจากสนามความโน้มถ่วงของโลกสูงกว่า แรงโน้มถ่วงที่สูง เวลาที่เดินช้าลง จะทำให้สมองและร่างกายทำงานช้าลงด้วย
ถ้ามองตามทฤษฎีสัมพัทธภาพคนที่อยู่บนตึกชั้นสูง น่าจะทำงานได้ดีกว่าตึกชั้นต่ำ แต่เนื่องจากความโน้มถ่วงต่างกันน้อยมาก จนไม่มีนัยสำคัญที่จะมาคิดเช่นนี้ถ้าความโน้มถ่วงต่างจากโลกมาก เช่น บริเวณหลุมดำ นักบินที่นำยานอวกาศเฉียดเข้าเส้นขอบฟ้าของหลุมดำเพียง
1 วัน เมื่อกลับมาโลกจะพบว่าเวลาบนโลกผ่านไปแล้วนับแสนปีเลยทีเดียว ดาวบางดวงที่มีมวลมากๆ ความโน้มถ่วงสูง เวลาอาจยืดยาวกว่าบนโลก 2 เท่า ถ้ามีนักบินอวกาศไปที่ดาวดวงนั้นแล้วจะประกอบที่พัก
ซึ่ง ถ้าประกอบบนโลกใช้เวลาเพียง 1 วัน แต่ถ้าเขาประกอบดาวดวงนั้นต้องใช้เวลาถึง 2 วัน เพราะจะเคลื่อนไหวร่างกายช้ากว่าบนโลก
2 เท่า สรุปแล้ว เวลาที่ยืดยาวกว่า ไม่ได้มีประโยชน์อะไรที่จะทำให้ได้งานมากขึ้นเลย ถ้ามนุษย์โลกไปวิ่งบนดวงจันทร์ แน่นอนว่าสามารถทำเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการวิ่ง 100 เมตรเพราะดวงจันทร์มีแรงดึงดูดน้อยกว่าโลกถึง 6 เท่า และแต่ละก้าวจะไปได้ไกลกว่าบนโลกมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าสมมติว่าดวงจันทร์มีบรรยากาศ
เหมือนโลก มีมนุษย์วิวัฒนาการเกิดขึ้นบนดวงจันทร์ได้จริง แรงโน้มถ่วงที่น้อยจะทำให้กล้ามเนื้อของมนุษย์ดวงจันทร์อ่อนแอกว่ากล้ามเนื้อมนุษย์โลกมาก นั่นก็หมายความว่า สำหรับมนุษย์ดวงจันทร์ การวิ่ง 100 เมตรบนดวงจันทร์ ก็ใช้เวลาพอๆ กับการที่มนุษย์โลกวิ่งบนโลก แม้ว่าจะมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าก็ตาม แต่เพราะแรงโน้มถ่วงที่น้อยทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอและปริมาณอออกซิเจนในอวกาศน้อยลงไปด้วย ซึ่งจะมีผลต่อขบวนการเมตาบอลิซึม
ผู้บรรลุญาณจะรู้ว่า สวรรค์ในชั้นพรหม เวลาเดินช้ากว่าบนโลกมนุษย์
หลายแสนเท่า ดังนั้น การเคลื่อนที่ของพรหมก็ช้ามากเป็นแสนเท่าเช่นกัน ในความรู้สึกของจิตมนุษย์ที่ได้เข้าไปสัมผัส จะสงสัยว่า ทำไมพรหมจึงนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวเลย ตรงกันข้ามกับนรก ซึ่งเวลาเดินเร็วเนื่องจากความร้อน จะมีแต่ความทุรนทุราย เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ได้อธิบายว่า ภพภูมิต่างๆมีความเร็วแสงไม่เท่ากัน
ถ้ามนุษย์เดินทางได้เร็วเท่าแสง สมองจะหยุดทำงาน แต่สติไม่หยุด ดังนั้น ยังสามารถรับรู้ปรากฎการณ์ภายนอกได้
ความโน้มถ่วงเกี่ยวข้องกับมวล ถ้ามวลมากก็ยิ่งทำให้กาล-อวกาศบิดเบี้ยวได้มาก ส่งผลให้ความโน้มถ่วงสูง ดังนั้น เวลาบนดวงจันทร์
จะเดินเร็วกว่าเวลาบนพื้นโลก ซึ่งเรียกว่า การบิดเบี้ยวของกาลเวลา
ถ้าดวงจันทร์ไม่หมุนรอบโลก ดวงจันทร์จะทนต่อการบิดเบี้ยวของเวลาไม่ได้ มันจะต้องตกลงสู่พื้นโลก (วัตถุจะตกจากบริเวณที่เวลาเดินเร็วไปหาบริเวณที่เวลาเดินช้า) เพื่อรวมมวลของมันเข้ากับมวลของโลก ให้อยู่ในกาลเดียวกัน แต่การที่ดวงจันทร์โคจรด้วยความเร็วรอบโลก ความเร็วนั้นจะทำให้เวลาบนดวงจันทร์เดินช้าลง (ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)ซึ่งถ้าเวลาที่เดินช้าลงนั้นเท่ากับความบิดเบี้ยวของกาลที่เกิดจากความโน้มถ่วงของโลกดวงจันทร์ก็จะคงสถานะอยู่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บทที่ ๖ แรงโน้มถ่วง

บทที่ ๖ แรงโน้มถ่วง

หลังจากจักรวาลเริ่มต้นด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า บิ๊กแบง สรรพสิ่งก็กระจัดกระจาย สับสนและยุ่งเหยิงอลหม่าน
และจักรวาลจะมีสภาวะที่ไร้ระเบียบไปตลอดกาล ถ้าไม่มีแรงชนิดหนึ่งที่แยกตัวออกมาแล้วทำหน้าที่ของมันอย่างมี
ประสิทธิภาพ แรงชนิดนั้นก็คือแรงโน้มถ่วงนั่นเองขณะที่เราส่องกล้องเข้าไปในจักรวาล จะพบว่าสภาวะที่ดวงดาวเกาะตัวกันเป็นกลุ่มๆ หมุนวนไปรอบๆ ที่เรียกว่า ดาราจักร (Galaxy)
นั้นดูเป็นระเบียบและสวยงามยิ่งนัก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมดวงจันทร์จึงไม่ตกลงสู่พื้นโลก คำตอบคือ ดวงจันทร์มีความเร็วในการโคจรค่าหนึ่งที่ทำให้การตกโค้งไปพอดีกับผิวโลก เช่น ถ้าเรายิงปืนใหญ่จากหน้าผา ลูกปืนจะค่อยๆ โค้งตกลงสู่พื้นดิน แต่ถ้าเราขึ้นยานอวกาศแล้วไปยิงปืนเหนือผิวโลกมากๆ จนความโค้งในการตก พอดีกับความโค้งของผิวโลก ลูกปืนใหญ่นั้นก็จะค้างฟ้าไปตลอดกาล และเนื่องจากในอวกาศไม่มีแรงเสียดทาน ทำให้อัตราเร็วในการโคจรคงที่เสมอ เราจึงใช้ความรู้นี้มาสร้างดาวเทียม
ความจริงแล้วในอวกาศทุก 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะมีไฮโดรเจนเฉลี่ยน1 อะตอม จะว่าไปแล้วอวกาศก็มีแรงเสียดทานอยู่บ้างแต่น้อยมากๆ โลกของเราก็เคลื่อนที่ช้าลงทุกปี มีผลทำให้เกิดการวนเข้าหา
ดวงอาทิตย์ แต่ช้ามากขนาดว่าอีกหลายพันล้านปีจึงจะชนดวงอาทิตย์
ดังนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนำมาวิตกในเวลานี้
แสงก็ตกอยู่ภายใต้กฎข้อนี้ แสงจะโค้งเมื่อผ่านดาวที่มีแรงดึงดูด
สูง แต่แสงมีความเร็วสูงมาก คือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที
ดังนั้น ถ้าแสงผ่านดาวที่มีมวลสูงเช่นดวงอาทิตย์ แสงจะเพียงแค่แฉลบเปลี่ยนทิศทาง เหมือนเราขับรถมาด้วยความเร็วสูง
แล้วถูกแม่เหล็กขนาดใหญ่ดูด ถ้าแรงดูดไม่สูงพอ รถก็เพียงแต่เปลี่ยนทิศที่วิ่ง แต่ยังสามารถแล่นต่อไปได้ นิวตันพบว่า มวลทุกชนิด
ถ้าตกจากที่สูง วินาทีแรกจะตกลงมาได้ 9.8 เมตร แสงก็เช่นกัน เพราะแสงเป็นอนุภาค จึงถูกโลกดูดให้ตกลงมาเช่นวัตถุอื่นๆ วินาทีแรกที่ผ่านโลกมันจะถูกดูดลงมา 9.8 เมตร แต่อย่าลืมว่า ภายใน 1 วินาทีนั้น แสงไปได้ไกลถึง 300,000 กิโลเมตรแต่โลกของเรามีรัศมีเพียง 6,000
กิโลเมตร ดังนั้น ช่วงเวลาที่แสงวิ่งผ่านโลกเพียงเสี้ยววินาที มันจึงแทบจะไม่แฉลบเลย ความจริงแล้ว การใช้คำว่าแรงดึงดูดในการอธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องเท่าใดนัก คำว่าแรงโน้มถ่วง น่าจะเหมาะสมมากกว่า เพราะกาล-อวกาศ ที่โค้ง จึงทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงที่ดูเหมือนกับเป็นแรงดึงดูด



วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

๕.๔
การเกิดสภาวะมีระเบียบเพิ่มขึ้นที่ระบบใด มันจะไปทำให้เกิด
สภาวะไร้ระเบียบเพิ่มมากขึ้นในสิ่งแวดล้อมหรือระบบใกล้
เคียง โดยสภาวะไร้ระเบียบที่เพิ่มขึ้นนั้น มากกว่าความมีระเบียบที่ได้มา ระยะเริ่มแรกของการสร้างจักรวาล จากสภาวะไร้ระเบียบ มาเป็นสภาวะที่มีดาราจักรหมุนวนเป็นกลุ่มๆ จะต้องคายพลังงานออกมามหาศาล โชดดีที่จักรวาลเรากำลังขยายตัวด้วยความเร็วสูงกว่าแสงทำให้อุณหภูมิของจักรวาลไม่สูงขึ้น
มิฉะนั้นความร้อนที่คายออกมาจะทำให้จักรวาลร้อนกว่าปัจจุบันมาก แม้ความโน้มถ่วงจะเป็นตัวจัดระเบียบจักรวาล แต่ก็ไม่มีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบชีวิต ยังไม่มีการค้นพบทั้งในทางพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์ว่า แรงโน้มถ่วงส่งผลต่อวิถีชีวิต
ดังนั้น หลักโหราศาสตร์พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก อังคารทับลักษณ์ จึงไม่น่าเกี่ยวข้องกับวิถีของมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะต้องวิจัยต่อไปว่า ความโน้มถ่วงมีผลต่อสมองหรือไม่ ถ้ามีผล อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในคืน
ที่พระจันทร์เต็มดวงกับคืนที่ไร้จันทร์ อาจจะแตกต่างกัน และตัวแปรหรือยีนตัวใดที่ควบคุมการตอบสนองของสมองต่อแรงโน้มถ่วง ถ้าศึกษาถึงขึ้นนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ความเชื่อที่ว่าดวงดาวไม่มีอิทธิพลต่อชีวิตอาจเปลี่ยนไปนอกจากความโน้มถ่วงจัดระเบียบโครงสร้างจักรวาลแล้ว ยังจัดระเบียบเวลาในจักรวาลด้วย เนื่องจากแสงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ
แรงโน้มถ่วง และแสงเป็นตัวกำหนดเวลา ดังนั้น ในดวงดาวใหญ่ที่แรงโน้มถ่วงสูง เวลาจะเดินช้าลง สำหรับในหลุมดำ
แรงโน้มถ่วงสูงสุดจนเวลาหยุดเดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าสู้หลุมดำเวลาจะหยุดด้วย หลุมดำทำตัวเสมือนเป็นเครื่องหยุดเวลาของจักรวาล สะสมมวลไว้เพื่อรอการระเบิดและพ่นมวลออกมาเป็นบิ๊กแบงสำหรับจักรวาลใหญ่ และค่อยเริ่มต้นนับเวลาอีกครั้ง
ถ้าจะมองตามหลักอิทัปปัจยตา ปฐมเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
อำนาจซึ่งทำให้จักรวาลเป็นไปนับบิ๊กแบงจนถึงปัจจุบัน ก็ คืออำนาจแห่งความโน้มถ่วงนั่นเอง มันทำให้เกิดดาวฤกษ์ เกิดธาตุหนักต่างๆขึ้นมา เกิดการหมุนวนของดวงดาว เกิดโครงสร้างของจักรวาล เกิดเวลา ดังนั้น ถ้านักวิทยาศาสตร์เข้าใจแรงโน้มถ่วง เหมือนกับที่ทุกวันนี้เราเข้าใจแรงแม่เหล็กหรือแรงไฟฟ้า ความลับของจักรวาลอีกมากมายมหาศาลจะถูกเปิดเผยออกมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการทะลุมิติการเหาะเหินเดินอากาศ การข้ามเวลา ร่นระยะทาง
จากการคำนวณ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ยิ่งมิติสูงขึ้นไปแรงโน้มถ่วงยิ่งน้อยลง แรงโน้มถ่วงในมิติที่ 4 จะน้อยกว่ามิติที่ 3 และมิติที่ 5 น้อยกว่ามิติที่ 4 ดังนั้น ถ้ามีสิ่งมีชีวิตในมิติที่สูงขึ้นไป การเหาะเหิน เดินอากาศ อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร และเมื่อแรงโน้มถ่วงน้อย แสงจะเดินทางได้เร็วยิ่งขึ้น ทำให้เวลาในมิติที่สูงจะผ่านไปเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับทางพระพุทธศาสนาที่บอกว่า เวลาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 1 ปีจะเท่ากับ 30,000 ปี ของโลกมนุษย์ โชดดีที่ความโน้มถ่วงของโลกทำให้ก๊าซออกชิเจนตกลงสู่พื้นในระดับที่เหมาะสม ถ้าแม้โลกมีความโน้มถ่วง
น้อยกว่านี้เพียงเล็กน้อยก๊าชออกชิเจนจะลอยตัวขึ้นสูง
สิ่งมีชีวิตก็จะเกิดขึ้นบนพื้นโลกไม่ได้ในทางตรงข้าม ถ้าโลกมีความโน้มถ่วงสูงไป ก็จะดูดก๊าชที่หนักกว่า เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไว้ที่พื้นโลกจำนวนมาก สิ่งมีชีวิตก็ถือกำเนิดขึ้นมาไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น การจะหาดวงดาวที่มนุษย์สามารถไปอยู่อาศัยได้ ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย นักวิทยาศาสตร์
บางคนถึงขนาดฟันธงว่าในจักรวาลนี้ไม่มีดวงดาวใด ที่เหมือนกับโลกนี้อีกแล้ว ไม่เฉพาะแรงโน้มถ่วงที่พอดี ถ้าโลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์แม้เพียง1% ของปัจจุบัน น้ำบนโลกก็จะจับตัว
เป็นน้ำแข็งไปหมด และถ้าโลกหมุนรอบตัวเองช้ากว่านี้
พิ้นผิวโลกฝั่งที่โดนแสงอาทิตย์ จะร้อนขนาดทำให้น้ำกลายเป็นไอ จะเห็นได้ว่า เป็นความพอดีที่เหลือเชื่อจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

๕.๓
ในครั้งแรกของการค้นพบหลุมดำ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เองก็
ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะหลุมดำทำตัวผิดกฎของจักรวาล ทุกสิ่งในจักรวาลควรจะยุ่งเหยิงมากขึ้นๆ แต่หลุมดำกลับทำให้สิ่งต่างๆ มารวมกัน เปรียบเสมือนไข่ที่ตกแตกกระจายลงพื้นถูกดูดกลับให้ชิ้นส่วนต่างๆ มารวมกันเป็นไข่ใบเดิมได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับจักรวาล หลังจากระเบิดเป็นบิ๊กแบง
ก็เปรียบเสมือนไข่ที่แตกแล้ว แต่หลุมดำทำหน้าที่รวบรวมมวลที่กระจัดกระจายนั้นกลับมาอีกครั้งเพื่อให้เหมือนกับเมื่อครั้งก่อน
เกิดจักรวาล แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าภายในหลุมดำน่าจะมีความไร้ระเบียบสูงที่สุด เพราะมันฉีกสิ่งต่างๆ เข้ามารวมกันไว้ที่ตัวมัน (ลองเปรียบเทียบการฉีกหนังสือในห้องสมุดทั้งหมดแล้วขยำรวมกันเป็นก้อนเล็กๆ) ดังนั้น ขนาดที่เล็กลง ไม่จำเป็นต้องมีระเบียบมากขึ้นเสมอไป
การที่ไฮโดรเจน 2 อะตอมมารวมกันเป็นฮีเลียม อะตอมจะใหญ่ขึ้น นิ่งขึ้น ความไร้ระเบียบลดลง แต่มันก็ต้องคายพลังงาน
ออกมาจำนวนมหาศาล เพื่อไปทำให้สิ่งแวดล้อมยุ่งเหยิงแทน เช่น ดวงอาทิตย์เรากำลังเกิดปฎิกิริยานี้อยู่ จึงปล่อยความร้อน
ออกมาได้อยู่ตลอดเวลาทำให้โลกเกิดวิวัฒนาการ มีอนิจจัง 
ทุกขัง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ โลกก็จะเป็นเพียงดวงดาวที่เย็นชืด เงียบสนิท ดวงหนึ่ง เท่านั้น หรือจะสรุปง่ายๆ ว่า ความยุ่งเหยิงของดวงอาทิตย์ที่ลดลงจากปฎิกิริยาฟิวชั่น
ส่งผลมาทำให้โลกเกิดความยุ่งเหยิงมากขึ้นก็ได้ สักวันหนึ่ง
เมื่อดวงอาทิตย์หมดพลัง มันก็หดตัวกลายเป็นดาวเเคระขาวที่ยิ่งมีระเบียบมากขึ้นไปอีก มวลสารจะมีความเป็นระเบียบ
สูงกว่า พลังงาน ตามสูตร E=mc2 แสดงให้เห็นว่ามวล
(M) สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงาน (E) ได้ หลังจากที่เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นเรียบร้อย ความเป็นระเบียบของอะตอมมากขึ้น แต่มันก็จะไปเพิ่มความไร้ระเบียบให้กับสิ่งแวดล้อม แล้วการแปลงมวลสารส่วนหนึ่งไปเป็นพลังงานความร้อน ขณะนี้ทุกๆ 1 วินาที
จะมีมวลสารบนดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปเป็นพลังงานถึงประมาณ 200 ล้านตัน ตัวเราเองก็เช่นกัน ที่คงสภาวะความมีระบบ
ระเบียบ เติบโตจนสูงใหญ่ขึ้นมาได้ ก็ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม
ไปมากมาย เช่น พืช ผัก หมู เห็ด เป็ด ไก่ ที่รับประทานเข้าไป แล้วถูกย่อยสลายจนอยู่ในสภาพไร้ระเบียบ ชีวิตหนึ่งเกิดมา ก็ต้องทำลายอีกหลายๆชีวิต เพื่อสร้างความมีระเบียบให้กับ
ตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียชีวิตลง มนุษย์ก็จะคืนความไร้ระเบียบกลับไปใหสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยสรุปก็คือ จักรวาลโดยรวมจะมีทิศไปในทางที่ไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับการค้นพบของพระพุทธองค์ว่า "สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง"

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

๕.๒
ความไร้ระเบียบของระบบเป็นตัวกำหนดเวลา เช่น ถ้ามีรูปภาพ
๒ รูป รูปที่ ๑ เป็นแก้วที่แตกเป็นชิ้น รูปที่ ๒ เป็นแก้วใบเดียวกันที่สมบูรณ์ดี เราจะบอกได้ทันทีเลยว่า รูปแก้วที่แตกจะต้องถ่ายทีหลัง เป็นไปไม่ได้ที่แก้วแตกจะเกิดขึ้นก่อน แล้วรวมตัวกัน
เชื่อมเป็นแก้วที่สมบูรณ์ นั่นก็เพราะเรารู้ว่า จักรวาลมีทิศทาง
ไปข้างหน้าพร้อมกับความไร้ระเบียบที่เพิ่มขึ้นเสมอ
การที่ความโน้มถ่วงเข้ามาจัดระเบียบจักรวาล จึงสวนทิศทาง
ของธรรมชาติ ดังนั้น ทุกครั้งที่จัดระเบียบจะต้องมีการคายพลังงานออกมา พลังงานตัวนี้จะไปทำให้ระบบภายนอก
ยุ่งเหยิงมากขึ้น เช่นเดียวกับตู้เย็นสามารถทำให้น้ำกลาย
เป็นน้ำแข็งซึ่งมีระเบียบมากขึ้น แต่คอมเพรสเซอร์
จะดูดความร้อนไปปล่อยออกนอกตู้ ทำให้ด้านนอกร้อน
และยุ่งเหยิงมากขึ้น จักรวาลมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความยุ่งเหยิงหรือไร้ระเบียบมากขึ้นเสมอ ห้องที่ถูกทิ้งไว้จะรกขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อไรที่มีการจัดห้อง ถือว่าเป็นการสวนทิศของจักรวาล แต่อย่างไรก็ตาม การจัดห้องจะต้องใช้พลังงาน เช่น 
จัดห้องเสร็จ ต้องไปทานอาหาร ซึ่งไปทำให้อาหารย่อยสลาย
และยุ่งเหยิงมากขึ้น จากชิ้นเนื้อ ผัก เป็นต้น ข้าวเป็นเมล็ดกลับกลายเป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่วุ่นวายสับสน ดังนั้น การจัดห้องแม้จะทำให้ห้องเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ก็ไปทำให้อาหารไร้ระเบียบ
เมื่อรวมกันแล้วการ ไร้ระเบียบในจักรวาลจะเกิดขึ้นมากว่า
จิตก็เช่นกัน จะมีความยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฝึกปฎิบัติสมาธิวิปัสสนา จิตเป็นระเบียบมากขึ้น แต่ก็ต้องสูญเสีย
กำลังสติไปกับการจัดระเบียบนั้น จะต่างกันก็แต่ความยุ่งเหยิงทาง กายภาพเกิดจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น แต่ความยุ่งเหยิง
ภายในจิตเกิดจากความร้อนรุ่ม อันเนื่องมาจากกิเลส ตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ 
การสวนทิศกฎข้อนี้ของจักรวาลต้องใช้พลังงานสูงมาก เช่นที่มี
คำพูดอมตะประโยคหนึ่งที่ว่า "กรุงโรมไม่สามารถสร้างในวันเดียว แต่สามารถทำลายได้ภายในวันเดียว" นั่นก็เพราะการสร้างใหมีระเบียบเป็นการสวนกระแสแห่งจักรวาล ส่วนการทำลายให้ไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นสิ่งที่จักรวาลต้องการอยู่แล้ว 
เหมือนกับไข่ฟองหนึ่งกว่าแม่ไก่จะสร้างขึ้นมาได้ต้องใช้เวลา
นับสัปดาห์ แต่เมื่อมันตกถึงพิ้นก็จะกระจายภายใน
เสี้ยววินาที และถ้าใครที่คิดจะรวบรวมไข่ที่ตกแตกแล้ว
มาทำให้เป็นไข่ ฟองเหมือนเดิม ต้องใช้พลังงานและความพยายามอย่างมหาศาลจนเรียกได้ว่าทำไม่ได้เลย เพราะทุกโมเลกุลกระจัดกระจายเกินกว่าจะรวบรวม

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

๕.๑ ถ้าเทียบอิทธิพลของดวงดาวคือความโน้มถ่วง เจ้าพ่อในจักรวาล
ก็คือดาวที่มีความโน้มถ่วงสูงกว่าดาวดวงอื่น แล้วดึงให้ดาวลูกหมุนโคจรอยู่รอบๆ ในระบบสุริยะเรามีดวงอาทิตย์เป็นผู้มีอิทธิพล แต่ดวง
อาทิตย์เองก็ต้องไปสวามิภักดิ์โคจรรอบหลุมดำ ในดาราจักรทางช้างเผือกจึงมีการหมุนวนย่อยๆ อยู่เต็มไปหมด แต่การหมุนวนที่เป็นหลักใหญ่ก็คือ การหมุนแบบย่อยๆทั้งหมดต้องโคจรรอบๆ หลุมดำที่อยู่เป็นแกน ณ จุดกึ่งกลางของดาราจักร
สมมติว่า ดวงอาทิตย์เป็นส้มโอที่วางบนผ้ายางขึงตึง จนเป็นรอยบุ๋มลงไป ถ้าดีดลูกแก้วเข้าไปจะพบว่า ลูกแก้วจะค่อยๆ หมุนวนรอบรอยบุ๋มนั้น แล้วเข้าไปหาส้มโอในที่สุด คำถามคือว่า แล้วทำไมโลกจึงไม่หมุนวนเข้าหาดวงอาทิตย์ นั่นก๊เพราะว่า ขณะที่ลูกแก้วหมุนจะถูกแรงเสียดทานจากพื้นทำให้ความเร็วตกลงเรื่อยๆ จึงหล่นเข้าหาส้มโอ แต่ในอวกาศไม่มีแรงเสียดทาน ความเร็วในการโคจรรอบดวงอาทิตยืไม่ตก ทำให้โลกหมุนอยู่ในระดับเดิมอยู่ตลอด
ภายในระบบสุริยะของเรา ดาวพฤหัสทรงอิทธิพลที่สุด ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของมัน ทำให้ความโน้มสูง กาล-อวกาศบริเวณนั้นบิดเบี้ยวเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อโลกของเรา
ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์วงนอก ขณะที่โลกเราอยู่วงใน
ดังนั้น เมื่อมีอุกกาบาตขนาดใหญ่ลอยเข้ามา จะถูกแรงโน้มถ่วง
จากดาวพฤหัสเหวี่ยงออกไป หรือไม่ก็ถูกดูดให้ตกลงที่พื้นผิว
ดาวพฤหัสเสียเอง อุกกาบาตขนาดใหญ่จากนอกระบบสุริยะจึงไม่สามารถเข้ามาทำร้ายดาวเคราะห์วงในได้ง่ายๆนัก อุกกาบาตใหญ่
สุดถูกสุดท้ายที่ตกลงสู่โลกคือ เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ซึ่งครองโลกมานานกว่า 100 ล้านปีสูญพันธุ์ทั้งหมด
หลังจากนั้นโลกก็สงบสุข จนมีมนุษย์ขึ้นมาครองโลกแทนเมื่อประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมา ถ้าเทียบกับช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์สามารถครองโลกได้นับ 100 ล้านปีก่อนจะสูญพันธุ์ ซึ่งยาวนานมาก คำถามคือว่า มนุษย์สามารถทำลายสถิตินั้นได้หรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บนที่ ๕ ความไร้ระเบียบ

บนที่ ๕ ความไร้ระเบียบ

จักรวาลเริ่มต้นจากความไร้ระเบียบสุดๆ การระเบิดครั้งใหญ่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกระจัดกระจายออกจากกัน โชคดีที่จักรวาลมีแรงโน้มถ่วง
ซึ่งไปทำให้โปรตอนอัดรวมกันเป็นธาตุต่างๆ และเมื่อปริมาณมากขึ้น ก็กลายเป็นดวงดาวขนาดใหญ่ เนื่องจากโปรตอนมีประจุบวก ซึ่งจะผลักกันเอง การรวมตัวของโปรตอน จึงจะต้องอาศัยแรงโน้มถ่วงจำนวนมหาศาลเข้ามาช่วยอัดด้วยการที่โปรตอนเข้ามารวมกันได้ ความยุ่งเหยิงของระบบจะลดลง (เปรียบเสมือนห้องที่รกไปด้วยตัวต่อเลโก้กระจัดกระจาย แล้วตัวต่อเหล่านั้นก็วิ่งมารวมกันเป็นชิ้นงาน สภาวะความมีระเบียบจะเกิดขึ้นในห้อง) ดังนั้น ความโน้มถ่วงจึงทำให้จักรวาลมีความเป็นระเบียบมากขึ้น
ถ้าเรานำน้ำตาลมาละลายน้ำ โมเลกุลของน้ำตาลจะแพร่กระจายอย่างไร้ทิศทางอยู่ในน้ำ แต่ถ้าเรานำน้ำเชื่อมนั้นมาใส่หลอดทดลองแล้วหมุนเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสนามแรงโน้มถ่วงเทียม ในที่สุดเราจะเห็นน้ำตาลรวมกันเป็นเกล็ดตกตะกอนอยู่ก้นหลอดทดลอง สภาวะที่น้ำตาลตกตะกอน
ก็คือการมีระเบียบมากขึ้นนั่นเอง สภาวะไร้ระเบียบจะแปรผันตามเวลา
แรงโน้มถ่วงช่วยทำให้สภาวะมีระเบียบเพิ่มขึ้น ดังนั้น แรงโน้มถ่วงจึงทำให้เวลาเดินช้าลง การที่น้ำตาลกับกลายมาเป็นเกล็ดได้เหมือนเดิม ก็คล้ายๆ กับการย้อนเวลานั่นเอง จักรวาลก็ใช้หลักการนี้โดยอาศัยหลุมดำเป็นตัวเหวี่ยง
ดาราจักรจะต้องหมุนรอบตัวเอง โดยมีหลุมดำอยู่เป็นแกนกลางของแต่ละดาราจักรในดาราจักรทางช้างเผือกของเรา พบหลุมดำมีขนาดมวลประมาณ
3 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ซึ่งมวลขนาดนี้ ถ้าแสงหลุดเข้าไป จะไม่มีทางได้กลับออกมา เวลาส่องกล้องมอง เราจึงเห็นมันมึดสนิท นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งชื่อว่า หลุมดำ (Black Hole) ซึ่งในตอนแรกประเทศฝรั่งเศษ
ไม่ยอมรับคำนี้ เพราะคำว่า Black Hole ในภาษาฝรั่งเศษ แปลได้ความหมายเป็นคำหยาบอย่างมาก ที่น่าประหลาดใจก็คือ ดวงดาวที่อยู่บริเวณขอบนอกขอดาราจักรมีความเร็วในการเคลื่อนที่ไปรอบๆ ไม่ต่างจากดวงดาว
ที่อยู่ใกล้ใจกลางดาราจักรเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (ตามปกติวงนอกต้องเคลื่อนที่ช้ากว่างใน เช่น ดาวพลูโตมีความเร็วโคจรต่ำกว่าดาวพุธ) ยังคงเป็นปริศนาที่ นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะถ้าเร็วขนาดนั้น ดาวที่อยู่บริเวณขอบนอกของดาราจักรควรจะถูกเหวี่ยงออก
ไปจากวงโคจรแล้ว สมมติฐานหนึ่งบอกว่า ดาราจักรยังมีสสารมืด
ที่มองไม่เห็น กระจายอยู่ทั่ว คอยยึดดาราจักรเข้าไว้ด้วยกัน
นักวิทยาศาสตร์พบว่า ดาราจักรทางช้างเผือกของเราหมุนเร็วมากจนถึง
ขนาดที่ดวงดาวทั้งหลายน่าจะถูกเหวี่ยงจนกระจัดกระจายออกจากกัน
แต่มีพลังงานที่มองไม่เห็นคอยยึดดาราจักรไว้เป็นกลุ่มก้อนซึ่งนอกจากหลุมดำแล้ว อาจจะเป็นสสารมืด หรือพลังงานมืด เปรียบเสมือนการเอาลูกแก้วใส่จานแล้วหมุนอย่างเร็ว ลูกแก้วจะต้องกระเด็นออกนอกจากแน่นอน
แต่สำหรับดาราจักรที่มีการหมุนคล้ายจาน กลับสามารถยึดดวงดาว
ให้หมุนวนเป็นกลุ่มใหญ่ได้ แน่นอนว่าด้านในเกิดจากแรงโน้มถ่วงของหลุมดำยึดไว้ แต่บริเวณขอบของดาราจักรแรงจากหลุมดำมาถึงน้อย ดังนั้น
ดาวบริเวณนี้ไม่ควรหมุนเร็ว แต่ในความเป็นจริงมันหมุนเร็วเท่าดาวบริเวณ
ใจกลางดาราจักรเลยทีเดียว ดวงดาวแต่ละดวงในดาราจักร ก็จัดอันดับความสำคัญกันเองตามความโน้มถ่วง ดาวที่มีมวลมากกว่า ความโน้มถ่วงสูงกว่า

จะบังคับให้ดวงดาวที่เล็กกว่า หมุนรอบตัวมัน ถ้าไม่ยอมหมุน ก็จะดูดดวงดาวนั้นเข้าหาตัวมัน (เช่น ถ้าวันใดดวงจันทร์หยุดหมุน ก็จะตกลงสู่พื้นโลกหรือถ้าโลกหยุดหมุน ก็จะถูกดวงอาทิตย์ดูดเข้าไป) ดังนั้น ในดาราจักรจะประกอบด้วยระบบดวงดาวย่อยๆ ที่หมุนรอบๆ ถ้าเป็นกลุ่มอยู่มากมาย

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

๔.๖ อุณหภูมิกับเวลา

๔.๕  อุณหภูมิกับเวลา

ช่วงเวลาขณะเกิดบิ๊กแบง มีอุณหภูมิสูงถึง 100,000 ล้านองศาขณะนั้นเวลาจะผ่านไปเร็วมาก ประมานว่า 1 นาทีในขณะนั้น เทียบเท่า 10,000 ล้านปีในในปัจจุบันเลยทีเดียว ในหลุมดำ มีอุณหภูมิต่ำมาก ประมานเพียงเศษหนึ่งส่วนล้านองศาเหนือศูนย์สมบูรณ์ (ศูนย์สมบูรณ์คือ ภาวะที่ไม่มีความร้อนและอุณหภูมิหลงเหลืออยู่เลย = OK ) ยิ่งหลุมดำใหญ่อุณหภูมิจะลดต่ำลงกว่านี้อีก ในจักรวาลอันเวิ้งว้างมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาน 2.7 K อุณหภูมิก็เหมือนน้ำ คือจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะไหลลงเข้าหลุมดำ ที่อุณหภูมิศูนย์สมบูรณ์ หรือ 0 เคลวิน (-273.15 องศาเซลเซียส) คือสภาวะที่เย็ยสนิท ณ จุดนี้ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งแม้แต่เวลา อิเล็กตรอนก็จะหยุดเคลื่อนที่ ดังนั้น ถ้าใครตกไปในหลุมดำ ยิ่งเข้าใกล้หลุมดำเวลาจะเดินช้าลงเรื่อยๆ จนเวลาหยุดนิ่ง เมื่อถึงใจกลางของหลุมดำ ในจักรวาลนี้ไม่มีความเย็นที่แท้จริง มีแต่ร้อนน้อย แม้จะติดลบ 100 องศาเซลเซีบส ในทางวิทยาศาสตร์ก็ถือว่ายังร้อนอยู่ เพียงแต่มนุษย์เอาประสาทสัมผัสของตัวเองวัดเลยว่าเย็น ใจของคนเราก็เช่นกันไม่มีใจเย็นจริง มีแต่ร้อนน้อย ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตัณหา หรือในจักรวาล
นี้ไม่มีความมืดที่แท้จริง มีแต่สว่างน้อย และสัจธรรมขั้นสูงสุดคือจักรวาลนี้มีแต่ความว่าง ไม่มีอะไรที่เป็นจริงเลย ถ้ามองในมุมของเวลาในน้ำแข็งเวลาจะเดินช้าที่สุด เราจึงใช้น้ำแข็งสำหรับการแช่เนื้อ กุ้ง หอย ปู ปลา เพราะจะไปช่วยยืดเวลาให้เน่าเสียช้าลง ในต่างประเทศจะแช่เนื้อไว้ที่ตู้น้ำแข็ง (Freezer) สามารถเก็บไว้ได้นานนับปีโดยไม่เสีย  ส่วนในไอน้ำเวลาจะเดินเร็วที่สุด ดังนั้น ถ้าเราต้องการเร่งเวลา จะใช้ไอน้ำช่วย เช่น เวลาย้อมสีผม ถ้าได้การอบไอน้ำที่ศรีษะ ผมจะเปลี่ยนสีเร็วขึ้น ในฤดูร้อน อาหารจึงบูดเสียเร็วกว่าฤดูหนาวแม้ว่าทุกฤดู 1 วันจะมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เวลาที่แท้จริงในฤดูหนาวจะยาวนานกว่าฤดูร้อน ขึ้นอยู่กับว่าอุณหภูมิห่างกันเท่าไร เช่น 10 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว กับ 35 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ผลไม้ที่อยู่นอกตู้เย็นในฤดูหนาวจะอยู่ได้ถึง 3 วันจึงจะเสีย ในขณะที่ฤดูร้อนใช้เวลาเพียงวันเดียว ไม่เฉพาะผลไม้ ปฎิกิริยาอื่นๆ เช่น การเติบโตของต้นไม้ความเร็วเสียง การไหลของน้ำ การสั่นของโมเลกุล เมตาบอลิชึมของเชลล์ ก็จะเร็วขึ้นด้วยถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น เวลาเราไม่สบายอุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้เส้นเลือดขยาย เชลล์ต่างๆ ทำงานเร็วขึ้น เม็ดเลือดขาว ระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานได้ไวขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาตัวเองทางธรรมชาติ ในทางนาม เราจึงใช้ความร้อนมาเปรียบเทียบกับใจ คนใจร้อน คือคนที่ใจไม่นิ่ง รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วไป ส่วนคนใจเย็นก็คือคนที่ใจนิ่ง รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ดังนั้น ถ้าให้ทั้ง 2 คนมากู้ระเบิดที่กำลังจะระเบิดในอีก 5 นาทีข้างหน้า คนใจเย็นจะบอกว่ายังพอมีเวลา แต่คนใจร้อนซึ่งเวลาเดินเร็ว จะลุกลน และบอกว่าเวลาไม่พอ ในทางกลับกัน ถ้าให้คนใจร้อนรอคอย แม้เพียง 10 นาที เขาจะรู้สึกว่าราวกับครึ่งชั่วโมง เพราะเวลาใจเขาเดินเร็วกว่าเวลานาฬิกา บางครั้งใจคนเราก็เปลี่ยนแปลงได้ เช่น ขณะรอแฟนสาวสวยจะใจเย็น รอ 1 ชั่วโมงราวกับ 10 นาที แต่เมื่อแต่งงานแล้วจะกลายเป็นใจร้อน คือรอภรรยา 10 นาที นานราวกับรอ 1 ชั่วโมง
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขา ด้วยประโยคง่ายๆ ว่า วางมือบนเตาร้อนเพียง 1 นาที รู้สึกราวกับนาน เป็นชั่วโมง นั่งกับสาวงามนาน 1 ชั่วโมง กลับรู้สึกเหมือนแค่ 1 นาที นี่แหละสัมพัทธภาพ ประโยคนี้ไอน์สไตน์กำลังพยายามอธิบายเรื่องของเวลานั่นเอง เนื่องจากเวลาจะเดินเร็ว ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ดังนั้นในสัตว์ที่จำศีล มันต้องพยายามลดอุณหภูมิในตัวให้ต่ำที่สุด เพื่อให้เวลาภายในตัวมันเดินช้าลงเมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในกบที่จำศีลช่วงฤดูแล้ง 3 เดือน เวลาในตัวมันผ่านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง นั่นหมายความว่า หลังจากที่กบออกจากจำศีลมันจะรู้สึกว่า มันฝังตัวลงไปในดินแค่ไม่กี่วัน ไม่ใช่ 3 เดือนตามเวลาภายนอก เพราะเวลาภายในตัวมันเดินช้ามากๆ สำหรับมนุษย์ เป็นสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมีอุณหภูมิของร่างกายคงที่ 37 องศาเซลเซียส จึงไม่สามารถจำศีลได้
การที่เวลาเดินเร็วเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้การค้นพบไฟของมนุษย์ยุคโบราณ จึงมีความสำคัญต่อมนุษย์ชาติมาก เพราะไฟทำให้ปฎิกิริยาต่างๆ เกิดเร็วขึ้น ไฟทำให้อาหารสุกเร็วกว่าตากแดด ช่วยเร่งเมตาบลิชึมของร่างกาย ใช้ฆ่าเชื้อโรค ความร้อนทำให้เวลาเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น ในขณะที่ความโน้มถ่วงทำให้เวลาเดินช้าลง ดังนั้น กรณีที่ดวงอาทิตย์ยุบรวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม ทำให้ความโน้มถ่วงเพิ่มขึ้น 
แต่มันก็จะคายพลังงานความร้อนออกมามหาศาล ทำให้เมื่อรวมผลลัพธ์แล้ว เวลาที่เดินเร็วขึ้นเนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น มากกว่าเวลาที่เดินช้าลงเนื่องจากความโน้มถ่วง ดังนั้น เวลาลัพธ์ก็เท่ากับเดินไปข้างหน้า ปัจจุบัน จักรวาลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิโดยรวมในจักรวาลเย็นลงเรื่อยๆ ปัจจุบันอุณหภูมิในอวกาศอยู่ที่ประมาน 2.7 เคลวิน ถ้าลดลงถึงศูนย์ สรรพสิ่งในจักรวาลจพหายไปทันที แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่า อุณหภูมิที่ 0 เคลวิน จะมีอยู่จริง เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรสามารถเร็วได้เท่าแสง เพราะปรากฎการณ์ทั้งสองนี้ ถ้าเกิดขึ้นได้ จักรวาลจะหายวับไป รวมทั้งเวลาด้วย

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔.๕ การข้ามเวลา

๔.๕ การข้ามเวลา

แม้ว่าเส้นทางเวลาจะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่มนุษย์มีกำลังสติที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางของเวลาได้ เปรียบเสมือนแม่น้ำที่แยกออกเป็น 2 สาย ปลาสิทธิจะเลือกว่านไปทางใดทางหนึ่ง แต่ทั้ง 2 เส้นทาง มันก็ไม่รู้ว่าต้องพบกับอะไรในอนาคตบ้าง และถ้าเลือกทางหนึ่งมันจะไม่รู้เลยว่าอีกเส้นทางเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับมนุษย์เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจเลือกแต่งงานระหว่างแฟน 2 คน
ทั้ง 2 เส้นทางชีวิตนี้ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และถ้าเลือกแต่งกับคนหนึ่ง อีกเส้นทางหนึ่งก็ไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นอย่างไร และคาดหมายไม่ได้ด้วย ทฤษฎีควอนตัมบอกไว้ว่า เราไม่มีทางรู้ จนกว่าจะเอาตัวเองเข้าไปวัด ความไม่แน่นอนมีอิทธิพลสูงจนมิอาจคาดการณ์ได้ สำหรับในทางวิทยาศาสตร์ การเดินทางข้ามเวลาไปในอนาคต ตามทฤษฎีแล้ว ทำได้ง่ายกว่าการเดินทางย้อนอดีต ดังนั้น ถ้าการข้ามเวลาทำได้จริง ควรเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปอนาคต (แต่ปัญหาคือแล้วจะกลับมาปัจจุบันได้อย่างไร) การเดินทางไปในอนาคตสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพแต่การเดินทางย้อนอดีตดูเหมือนใช้ทฤษฎีควอนตัมอธิบายจะง่ายกว่าเพราะการเดินทางไปในอนาคตยังเป็นมิติเดิม เพียงแต่ข้ามเวลา แต่การเดินทางย้อนอดีต จะเป็นมิติซ้อนมิติ (เช่น มีตัวเรา 2 คน คือคนที่ย้อนไปกับคนในอดีต) ซึ่งทฤษฎีควอนตัมสามารถอธิบายได้ ในเรื่องนี้ สตีเฟน ฮอร์กิ้ง ก็เห็นด้วยว่า การเดินทางข้ามเวลาไปในอนาคต มีโอกาสทำได้ สูงกว่าการเดินทางย้อนอดีต ปัญหาก็คือ ถ้าเราข้ามไปอยู่ในโลกอนาคตแล้ว เราอาจจะย้อนกลับมาที่เวลาเดิมไม่ได้อีก ตัวตนเราจะหายไปจากโลกปัจจุบัน และไปใช้ชีวิตในโลกอนาคตแทนคงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ สมมติเราสามารถนั่งยานข้ามเวลาโผล่พรวดไปในปี พ.ศ. 2600 แต่กลับมาเวลาเดิมไม่ได้อีก ไปแล้วไปลับ คงไม่มีใครอยากไป พระพุทธองค์ก็ทรงรู้ว่าปรินิพพานในวันไหน แต่เมื่อไม่ให้เกิดการตระหนก  พระองค์ทรงเลือกที่จะบอกก่อนเพียง 3 เดือนแก่พระอานนท์
ว่า "อานนท์อีก 3 เดือนเราตถาคตจักปรินิพพาน"แม้พระอรหันต์รูปอื่นๆ ท่านก็สามารถรู้ล่วงหน้าได้เช่นกัน พระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต ก็ได้บอกล่วงหน้าแก่หลวงตามหาหัว ญาณสัมปันโน ว่า "อายุ 80 ปี จะนิพพาน"หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เขียนใส่สมุดบันทึกว่า "78 ปี อายุจะต้องสิ้นสุด" เหตุที่การย้อนอดีตทำยากกว่า เพราะว่าขัดกับกฎของเทอร์โมไดนามิกในทางวิทยาศาสตร์เหมือนการไปทำให้จักรวาลหดตัวกลับ  และผิดหลักอนิจจังในทางพระพุทธศาสนา ที่ว่า สรรพสิ่งจะต้องตกอยู่ในสภาวะเสื่อมลงอยู่เสมอ ดังนั้น การจะย้อนเวลาให้ลดจากอายุ 60 เป็น 40 เป็นไปไม่ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ถ้าการย้อนเวลาทำได้จริง จิตจะเป็นเพียงผู้ดู แต่มิอาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงอดีตนั้นได้เลย กาลเวลาที่ผ่านไปนั้นไม่ได้สูญหายไปไหนมันจะถูกเก็บไว้เหมือนระบบอย่างหนึ่ง สักวันเราคงจะสามารถเข้าถึงระบบเหล่านี้ได้ และทฤษฎีที่จะทำให้เกิดขึ้นน่าจะเป็นทฤษฎีควอนตัม โดยเฉพาะเรื่องหลักการพัวพันทาง        ควอนตัม ที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยความไวมากกว่าแสง
ถ้าต้องการย้อนเวลาเพียงการเป็นผู้ดู เชื่อว่าเทคโนโลยีในอนาคตสามารถทำได้อย่างแน่นอน มันก็เหมือนกับการเล่นวิดีโอย้อนกลับ เพียงแต่ภาพเป็น 3 มิติ และตัวเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เช่น ยืนอยู่ข้างๆ มองเห็นตัวเองกำลังนั่งทานข้าวเมื่อ 3 วันที่แล้ว แต่เป็นเพียงการเห็น ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้ แต่อย่างไรก็ตาม การย้อนเวลาเช่นนี้จะมีประโยชน์อย่างมาก ในการสืบสวนความผิด จับโกหกผู้ร้าย วิเคราะห์อุบัติเหตุ ถ้าเทคโนโลยีเกิดขี้นจริง ในอนาคตตำรวจกับศาลคงทำงานง่ายขึ้นมาก ตามทฤษฎีไร้ระเบียบได้เปรียบเปรยไว้ว่า แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง ก็สามารถเป็นต้นเหตุให้เกิดพายุทอร์นาโดขึ้นที่นิวยอร์กในอีก 1 เดือนต่อมาได้ 
สรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กัน ดังนั้น การที่มนุษย์คนหนึ่งได้เกิดขึ้นมาบนโลก ย่อมจะส่งผลกระทบไปในวงกว้างยิ่งกว่าผล กระทบปีกผีเสื้อ (butterfly effect) เพราะมนุษย์สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าผีเสื้อเป็นล้านเท่าการย้อนอดีตก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเทคโนโลยีย้อนเวลาสามารถทำได้จริง
มนุษย์คนที่ย้อนเวลาไปในอดีต จะต้องทำให้ประวัติศาสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นธรรมชาติจึงทำให้การย้อนเวลาเป็นของต้องห้ามสำหรับคนที่จิตไม่บริสุทธิ์ ยังเจือปนไปด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน (ตัวกู ของกู) การย้อนเวลา จะสามารถทำได้เฉพาะผู้ที่ฝึกจิตจนถึงระดับที่สามารถละกิเลสทั้งหมดได้เท่านั้น ญาณหยั่งรู้อดีต จะลึกชึ้ง ละเอียดกว่าการย้อนเวลา เพราะจะรู้ไปถึงอดีตชาติเลยทีเดียว ก็คือรู้กรรมในอดีตทั้งหมด รวมไปถึงปฎิสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย เมื่อบรรลุญาณจะรู้ว่า เหตุการณ์ในแต่ละชาติไม่จำเป็นต้องเป็นผลมาจากชาติที่แล้ว
อาจจะเป็นชาติก่อนหน้านั้นหลายๆ ชาติก็ได้เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุมาจากวันนี้ อาจเป็นเมื่อวานซืน หรือสิบวันร้อยวันที่แล้วก็ได้ ดังนั้นกรรมเก่าที่รอตามเอาคืนมากมายมหาศาลเหลือเกิน เมื่อรู้เช่นนี้ จึงต้องการหลุดพ้นจากวังวนแห่งสังสารวัฎ พระพุทธองค์ทรงพบว่า ใน 31 ภพภูมิเวลาเดินเร็วช้าไม่เท่ากันยิ่งภพภูมิสูเวลายิ่งเดินช้าลง ดังนั้น บนสวรรค์ชั้นสุดของอรูปพรหม (ชั้น 31 ) เวลาเดินช้ามากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ชั้นนี้ยังไม่ใช่พิพพานเพราะยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของเวลาอยู่ มีเกิด มีดับ มีอนิจจัง ทุกขัง เพียงแต่นามมากเท่านั้นเอง ในภพของเทวดาแต่ละชั้นเวลาก็ไม่เท่ากัน เช่น สวรรค์ 4 ชั้นแรกที่มนุษย์ทั่วไปมีโอกาสจะไปเกิดมากที่สุด คือชั้นจาตุมมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นมายา และชั้นดุสิต พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย 50 ปีมนุษย์ เป็นคือหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นจาตุมมหาราช 100 ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ 200 ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นมายา 400 ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดุสิต พระพุทธองค์ทรงรู้ว่าเวลายืดหดได้ ก่อนทฤษฎีสัมพัทธภาพถึงกว่า 2000 ปี

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔.๔ แสงกับเวลา

๔.๔ แสงกับเวลา

ถ้าแสงมีความเร็วช้าเหมือนเสียง จะทำให้อดีตกลายเป็นอนาคตได้ เช่น เราอยู่บนรถไฟตู้ที่ 2 ได้ยินเสียงคนยิงปืนขึ้นที่หัวขบวน และวินาทีต่อมาได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางท้ายขบวนอีกนัด เราจะบอกได้ทันทีเลยว่า คนที่หัวขบวนยิงปืนก่อน แต่ความจริงแล้ว คนที่ท้ายขบวนยิงก่อนเพียงแต่เสียงกว่าจะมาถึงหูเราต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า เลยมาถึงทีหลังเสียงปืนจากหัวขบวน เช่นเดียวกัน ถ้าแสงเดินทางได้เท่าเสียง สมมติว่าเรายืนบนหลังคารถไฟตู้ที่ 2 เราจะเห็นกับตาเลยว่า คนที่อยู่บนหลังคาหัวขบวนยิงปืนก่อนคนที่อยู่ท้ายขบวน (ทั้งๆ ที่ความจริงกลับกัน) ดังนั้น ถ้าเราส่องกล้องในคืนวันหนึ่ง แล้วเห็นดวงดาวระเบิดขึ้นพอดีบนท้องฟ้า เราจะบอกว่าดวงดาวนั้นระเบิดในเวลาที่ส่องกล้องไม่ได้ มันอาจจะระเบิดเมื่อพันปี หมื่นปีที่แล้ว
แต่แสงเพิ่งเดินทางมาถึงตาเรา ถ้าตอนนี้เราส่องกล้องดูที่พื้นผิวของดาวอังคาร ก็จะเห็นดาวอังคารเมื่อประมาน 4 นาทีก่อน
สรุปแล้วสิ่งที่เราเห็นเป็นอดีตทั้งหมด จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะห่าง แม้แต่การส่องกระจก กว่าแสงจะเดินทางไปที่กระจกแล้ว สะท้อนเข้าตาเราก็ต้องใช้เวลา ดังนั้น ภาพที่เห็นก็ไม่ใช่ปัจจุบันขณะนั้นแล้ว เหตุที่แสงต้องที่ความเร็วสูงมาก ก็เพื่อทำให้ทุกสิ่งที่เราเห็น อยู่ใกล้ปัจจุบันขณะที่สุด จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าแสงมีความเร็วเท่าเสียงคือ 350 เมตรต่อวินาที ผู้ชมบนอัฒจรรย์ในสนามกีฬาตามจุดต่างๆ จะเห็นนักวิ่งเข้าเส้นชัยไม่พร้อมกัน เวลาตัดสินคงจะวุ่นวายน่าดู ถ้าเราสามารถเดินทางเร็วกว่าแสง จะพ้นจากอิทธิพลของแสงในมิตินี้ทันที ในขณะที่ก่อนหน้านั้นแสงไปยืดเวลา จนทำให้เราเห็นแสงเร็วเท่าเดิมตลอด  เมื่อหลุดพ้นจากแสงจะเป็นอิสระจากกาลเวลา สภาวะนิพพานอยู่เหนืออิทธิพลของแสงและเวลา ดังนั้น เมื่อบรรลุนิพพาน จะสามารถหยั่งรู้ทุกมิติ ทุกภพภิมิ อยู่ในช่วงปัจจุบันขณะทั้งหมด 
เข้าใจทุกอย่าง ทะลุมิติที่แฝงอยู่ในจักรวาล รวมไปถึงบริเวณ
ที่แสงไปไม่ถึงด้วย และเนื่องจากทุกมิติ ทุกภพภูมิ ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงและเวลา เมื่อสามารถกำหนดจิตจนอยู่ที่ปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง เท่ากับว่าเอาชนะแสงได้ ความลับของมิติ ภพภูมิอื่นๆ ที่แสงเก็บซ่อนไว้จากตาเนื้อ จะถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด เป็นการผุดรู้ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันขณะเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน ปลาที่อยู่ในตู้จะไม่รู้สึกว่า
กำลังถูกจองจำ เพราะตัวมันไม่สามารถแยยกออกมาจากน้ำได้ ถ้ามีปลาสักตัวสามารถออกมานอกตู้แล้วมองเข้าไป มันจะเข้าใจทันทีว่า เพื่อนๆ มันไม่ได้มีอิสระแต่อย่างใด เช่นเดียวกัน
มนุษย์ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจองจำ จนกว่าจะมีใครหลุดพ้นจากอิทธิพลของแสงและเวลา แล้วมองกลับเข้าไปจึงจะรู้ว่า เหล่าสรรพสัคว์ทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย น่าเวทนายิ่งนักและสภาวะที่สามารถพ้นจากวงจรนี้มีอยู่จริง ซึ่งพระองค์ก็ทรงค้นพบแล้ว

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔.๓ การย้อนกลับของเวลา

๔.๓  การย้อนกลับของเวลา

ถ้าคิดแบบ 2 มิติ เราจะบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะออกเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วในที่สุดจะกลับมาอยู่ข้างหลังของตัวเราเอง
และ ถ้าคิดแบบ 3 มิติ เราก็จะบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้จรวดพุ่งขึ้นฟ้าตรงไปในจักรวาล แล้วจรวดนั้นจะกลับมาที่โลกอีกครั้ง เช่นเดียวกันถ้าคิดแบบ 4 มิติ เราก็จะบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่เวลาซึ่งเดินไปข้างหน้าจะย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
สมัยที่มนุษย์ยังอยู่แบบ 2 มิติ ไม่มีใครเชื่อว่าโลกโค้งจนสามารถเดินทางย้อนกลับมาที่ตำแหน่งเดิมได้ จนเมื่อเข้าใจมิติที่  3 มนุษย์จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วมิติที่ 2 ที่เห็นโค้งถึง 360 องศา และเช่นกันถ้ามนุษย์ เข้าใจมิติที่ 4 ก็จะรู้ว่ามิติที่ 3 สามารโค้งและย้อนกลับมาได้ ยิ่งถ้าเข้าใจไปถึงมิติที่ 5 ก็จะรู้ว่าเวลาในมิติที่ 4 ก็สามารถโค้งกลับมาที่เดิมได้เช่นกัน เวลามีความยืดหยุ่นได้เหมือนยางยืด ดังนั้น ถ้าเราสามารถพับยางวงให้เป็นเลข 8 ได้ 
การย้อนหรือข้ามเวลาจะเกิดขึ้นได้ทันที ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการพับยางยืดแห่งเวลาก็คือแรงโน้มถ่วงนั่นเอง
อย่าคิดว่าเวลาเดินทางเป็นเส้นตรง ในเมื่ออวกาศยังโค้งได้
แล้วทำไมเวลาจะโค้งไม่ได้ พระพุทธศาสนาในยุคแรกจึงใช้สัญลักษณ์ล้อเกวียน ซึ่งหมายถึงกสนหมุนวนในช่วงเวลาแห่งสังสารวัฎ เวลา ความเร็ว ความเร่ง และปริมาตรล้วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นจนไม่สามารถแยหออกจากกันได้ คุณสมบัตินี้ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่ชัดแล้วด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ ปัจจุบันเราพบว่า ความเร็ว ความเร่ง และปริมาตร สามารถหายไปจนเหลือศูนย์ได้ คือไม่มีอยู่จริง ดังนั้น เวลาก็ต้องไม่มีอยู่จริด้วย ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งสมมติ เมื่อเสียชีวิต จิตเข้าใจความลับในเรื่องนี้ หรือบรรลุอรหันต์ขณะยังมีชีวิตอยู่ก็จะเข้าใจเช่นเดียวกัน ถ้าขนาดเวลายังหายไปได้ แล้วยังเชื่ออีกหรือว่า
สรรพสิ่งมีอยู่จริง

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔ . ๒ ปัจจุบันขณะ

 ๔ . ๒  ปัจจุบันขณะ

นักฟิสิกส์ ยืนยันว่า โลกและจักรวาลไม่มีอยู่จริงจนกว่าเราจะไปเห็นมัน และการเห็นต้องใช้แสงเป็นตัวสะท้อน ดังนั้น แสงคือตัวกำหนดสิ่งที่เราเห็น ถ้าในอีกมิติหนึ่งแสงมีความเร็วน้อยกว่าโลกครึ่งหนึ่ง (150,000 กิโลเมตรต่อวินาที) ตามนุษย์จะไม่สามารถมองเห็นแสงที่สะท้อนจากมิตินั้นได้ และมวลในมิตินั้น
ที่สร้างจากสูตร E=mc2 แต่ C (ความเร็วแสง) คนละค่ากับบนโลก ทำให้มนุษย์มองไม่เห็นมวลของมิติอื่นเช่นกัน การเห็นของมนุษย์จึงเป็นเพียงภาพมายาและรูปมายาที่แสงในมิตินี้สร้างขึ้นมาเท่านั้น เมื่อเราเสียชีวิตจะพบว่า โลกและจักรวาลไม่มีอยู่จริง
เราถูกแสงหลอกมาตลอดชีวิต เวลาก็เช่นเดียวกัน เมื่อใดที่กำหนดสติ จนไวถึงระดับขณะจิตซึ่งเป็นปัจจุบันขณะ จะเห็นความไม่ต่อเนื่องของเวลา เหมือนกับการเห็นความไม่ต่อเนื่องในฟิล์มภาพยนตร์ เราจะสามารถตัดต่อเอาฟิล์มส่วนหน้าไปไว้ส่วนท้ายได้ แต่สำหรับผู้ชมที่ไม่รู้ เห็นแต่ความต่อเนื่องไม่มี
สะดุดบนจอภาพยนตร์ สร้างสรรค์เรื่องราวเป็นอดีต อนาคต
ก็จะเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดเรียงลำดับมาตามนั้น ข้ามไปมาไม่ได้
เหมือนกับในยุคสมัยอนาล็อก เราไม่สามารถตัดต่อได้ ม้วนวิดีโอก็จะเล่นตั้งแต่ต้นเรื่องไปท้ายเรื่อง แต่ปัจจุบันระบบดิจิตอลทำให้เรารู้ว่า แต่ละช่วงมีปัจจุบันขณะของมัน เราจะข้ามไปดูส่วนไหนก่อน หรือจะตัดส่วนที่ไม่ชอบออก ต่อเติม ตกแต่งภาพ ได้ตามใจชอบ เช่นเดียวกับความรู้สึกที่เราคิดว่ามันต่อเนื่อง เมื่อกำหนดสติไวขึ้น ละเอีอดขึ้นจะรู้ว่า ความรู้สึกทั้งหลายเกิดจากจิตขึ้นมารับอารมณ์ ซึ่งการเกิดดับของดวงจิตมีลักษณะไม่ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนไม่ต่อเนื่อง เช่นน้ำ ดูเหมือนจะเป็นเนื้อเดียวที่กลมกลืน แต่ความจริงแล้วมันก็แยกออกเป็นโมเลกุลเล็กๆ เต็มไปหมด แสงก็แยกเป็นเม็ดโฟตอน หลอดไฟที่เห็นส่องแสงเนียนเรียบ ความจริงแล้วมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแต่เร็วมากจนตามองไม่ทัน ในแมลงบางชนิดจะเห็นภาพไวกว่ามนุษย์เป็น 10 เท่า มันจะเห็นการเคลื่อนไหวของมนุษย์เป็นภาพที่ช้อนกัน ไม่ต่อเนื่อง และช้ากว่าปกติดังนั้น เวลาเรายกมือขึ้นจะตบ มันจะเห็นภาพมือที่กำลังเคลื่อนเข้ามาเป็นภาพย่อยๆ ช้าๆ และบินหนีออกไปได้ทันที ความจริงแล้วขณะเดินจงกรม ถ้าฝึกสติให้ไวกว่าปกติสัก 10 เท่า ก็จะเห็นปรากฎการณ์นี้เช่นกัน เท้าที่เดินในแต่ละขณะ จะแยกออกเป็นภาพย่อยที่ไม่ต่อเนื่อง ปกติตาของมนุษย์จะมองภาพที่เกิดขึ้นมากกว่า 30 ภาพต่อวินาที เป็นภาพต่อเนื่อง เราใช้ความรู้นี้มาทำภาพยนตร์แอนิเมชั่น  ถ้าสติไวกว่าปกติจะเข้าใจว่า ความจริงแล้วมันไม่ต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

๔ .๑ มายาแห่งอดีต อนาคต

๔ .๑   มายาแห่งอดีต อนาคต

ถ้าปลาว่ายไหลตามกระแสน้ำปิงจากเชียงใหม่ มายังนครสวรรค์โดยที่ปลานั้นไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีนครสวรรค์บนโลกนี้ ดังนั้น ระหว่างอยู่ลำพูน มันจะคิดว่าเชียงใหม่เป็นอดีต (แต่มันยังไม่รู้อนาคต) ทีนี้ถ้าเกิดมีปลาตัวหนึ่งว่ายเร็วกว่ากระแสน้ำมาก นำหน้ามาถึงนครสวรรค์ก่อน แล้วว่ายทวนกระแสย้อนกลับไปหาปลาที่ลำพูน แล้วบอกว่า ในวันพรุ่งนี้จะต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งปลาที่อยู่ลำพูนไม่เชื่อ แต่ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นได้พบเห็นสิ่งต่างๆ จริงตามที่ได้ยินมา มันก็คงจะคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เช่นเดียวกัน มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในกระแสแสง ถ้าใครทำความเร็วสูงกว่าแสงได้ ก็จะเหมือนปลาที่ว่ายเร็วกว่ากระแสน้ำ ด้วยเหตุนี้ แสงจึงไม่ยอมให้ใครทำความเร็วสูงกว่าตัวมัน เพราะมิฉะนั้นความลับเรื่องอดีต อนาคต ไม่มีอยู่จริงจะถูกเปิดเผย
ถ้าเราขึ้นเครื่องบินมองตามลำน้ำปิงก็จะรู้ว่าทุกอย่างอยู่ในปัจจุบันขณะเดียวกัน เพียงแต่จักรวาลของปลาคือน้ำ เพราะปลาเอาตัวเข้าไปอยู่ในกระแสน้ำ มันจึงหลงคิดไปว่าสิ่งนี้คืออดีต สิ่งนี้คืออนาคต ตามแต่กระแสน้ำพาไป เพียงแต่โฟตอนของแสงเบาบางกว่าโมเลกุลของน้ำ และความเร็วสูงกว่ามาก นอกจากนั้นแสงยังทำให้เซลล์ของเราแก่ลงไปด้วย (ถ้าแสงหยุดเคลื่อนที่ เราก็จะหยุดแก่) ตอนอายุ 30 เราอาจจะบอกว่า 10 ขวบเป็นอดีต และ 40 เป็นอนาคต ความจริงแล้วกระแสแสงนั่นเองที่ทำให้เราแก่จาก 30 เป็น 50 แรงโน้มถ่วงทำให้สายธารแห่งน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันใด แสงก็ทำให้สายธารแห่งเวลาไม่ไหลย้อนกลับฉันนั้น เพราะแสงก็คือตัวกำหนดเวลานั่นเอง
ถ้าเทียบการไหลของเวลาเหมือนกับสายน้ำ การเเล่นเรือทวนน้ำเปรียบได้สมถกรรมฐาน (การมีสมาธิแนบแน่น) เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนมองไม่เห็นรายละเอีอดของสิ่งต่างๆ เช่น เวลาที่มีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ส่วนการแล่นเรือตามน้ำ คือวิปัสสนา (การมีสติ) จะเห็นน้ำไหลช้าลง ทำให้เห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆที่อยู่ในกระแสน้ำ
และเมื่อเรือมีความเร็วเท่ากับกระแสน้ำ จะเห็นน้ำอยู่นิ่งนั่นก็คือเข้าสู่ปัจจุบันขณะอย่างแท้จริงคนที่ใจร้อนเวลาใจจะเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า ในขณะที่รายละเอียดลดลง 2 เท่ารวมแล้วเท่ากับว่าประสิทธิภาพตกลง 4 เท่า ดังนั้น การกระทำใดๆ ถ้าทำอย่างใจร้อนมักจะเสียหายหรือผิดพลาด อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ แต่อนาคตเราเลือกได้จากการตัดสินใจในปัจจุบัน ดังนั้นทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ผู้ป่วยโรคทางจิตเวชมักพบว่าเกิดจากการไปยึดติดกับเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต หรือไม่ก็มักจะพะวงกับสิ่งที่ยังไม่เกิดในอนาคตจนทำให้เคลียด
และที่แปลกคือผู้ป่วยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ไม่ยอมรับรู้ปัจจุบัน ดังนั้นการรักษาจะทำให้ยากมาก
บางทีนั่งคุยกันอยู่ดีๆก็ไปคร่ำครวญถึงอดีต นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นผู้ป่วยเหล่านี้จะคิดถึงอดีตวันละนับร้อยๆครั้งเหมือนย้อนจิตกลับไปรับกรรมนั้นอีก แม้จะมีไครเคยทำให้เจ็บ เหตุการณ์นั้นมันก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว ยังจะย้อนใจกลับไปทำให้มันเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมีอาการทางจิต ซึ่งในมุมมองของคนนอกจะรู้สึกว่าเป็นวิธีคิดที่ไม่ฉลาดเลย เพราะอนาคตสามารถเปลี่ยนได้จากปัจจุบันแท้ๆ แต่กลับไม่สนใจปัจจุบันเรารู้ว่าการจำไม่ได้จะสร้างความเสียหายให้กับชีวิต แต่การลืมไม่ได้อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่า ถ้าจิตแพทย์มีคาถา คงอยากจะเสกให้ผู้ป่วยทุกคนลืมอดีตให้หมด แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราจะอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตทำไม ในเมื่อปัจจุบันอยู่ในกำมือเรา
และสามารถแก้ไขได้ทันที และถ้าจิตยังไม่เปลี่ยน แม้ได้ย้อนกลับไปก็จะตัดสินใจแบบเดิม แล้วจะมีประโยชน์อะไร

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

บทที่ ๔ ความลับของเวลา

๔  ความลับของเวลา

เวลามองลูกโป่งไกลๆ บนท้องฟ้า เราจะเห็นลูกโป่งเป็นจุด เมื่อลอยเข้ามาใกล้ขึ้นจะเห็นเป็น 2 มิติและเมื่อขยายจนเห็นรายละเอีอดจะพบว่าลูกโป่งมี 3 มิติ และถ้าขยายลูกโป่งด้วยกล้องจุลทรรศน์กำลังสูงจะพบว่าลูกโป่งไม่มีอยู่จริง มีแต่อะตอมของธาตุต่างๆ มารวมกัน

เช่นเดียวกัน ในการมุมกว้าง จะเห็นเวลาเป็นเพียง 1 มิติ เช่น ช่วงเวลาของชีวิติมนุษย์เมื่อเทียบกับอายุของจักรวาล เป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อมองเข้ามาใกล้ขึ้น เวลาจะขยายเป็น 2 มิติ คือมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด ทำให้เห็นอนิจจัง การเกิด การตาย และถ้าขยายเวลาจนมองเห็นรายละเอีอดภายใน

จะเห็นเวลาเป็น 3 มิติ เริ่มเห็นทุกขัง การเจ็บ การแก่ และถ้ากำหนดเวลาให้ละเอีอดยิ่งขึ้นจนอยู่ที่ปัจจุบันขณะได้ จะเห็นเวลาเป็น 4 มิติ (เห็นอนัตตา) คือ อดีต อนาคตไม่มีอยู่จริง
ก่อนกำหนิดจักรวาล ยังไม่มีเวลา เวลาเริ่มนับตั้งแต่การเกิดบิ๊กแบงและขณะที่เกิดจักรวาลใหม่ๆ อุณหภูมิสูงมาก เวลาในช่วงเกิดบิ๊กแบงจะไม่เท่ากับปัจจุบัน ประมานว่า 1 นาทีในขณะนั้นเทียบเท่ากับ 10,000 ล้านปีในปัจจุบันเลยทีเดียว เมื่อจักรวาลขยายตัวออกไปเรื่อยๆ อุณหภูมิในระบบก็เริ่มลดลง ทำให้เวลาเดินช้าลง ในยุคของนิวตัน คิดว่าเวลาคือฟันเฟืองของนาฬิกาที่หมุนแล้วทำให้เกิดเวลา 1 วินาที แต่มายุคของไอน์สไตน์พบว่า
อะตอมทุกอะตอมของธาตุทุกธาตุ มีเวลาอยู่ในตัวของมันเอง
ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมากำหนดเวลาตามอะตอมของธาตุซีเซียม











วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

ต่อจาก ๓.๒

 ต่อจาก ๓.๒ 

ไม่แน่ว่าทุกวันนี้ อาจมีผู้คนในอนาคตย้อนเวลากลับมาแล้วก็ได้แต่มองไม่เห็นเนื่องจากไม่มีมวล หลายต่อหลายครั้งที่จินตนาการในถาพยนตร์ เป็นจริงในเวลาต่อมา เช่น ยานอวกาศในภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์สเมื่อ 30 ปี ก่อนมีประตูอัตโนมัติและคอมพิวเตอร์ที่เหลือเชื่อในสมัยนั้น แต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นจริงในยานอวกาศปัจจุบัน ตราบใดที่ยังมีมวล จะไม่สามารถข้ามเวลาได้ เนื่องจากมวลเป็นขีดจำกัดของความเร็วแสงมิตินี้
เพราะมันสร้างมาจากความเร็วแสงที่ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ตามค่า C ในสูตร E=me2 ดังนั้น การข้ามเวลาต้องใช้สิ่งที่ไม่มีมวล หรือถ้าจะต้องมีก็คงน้อยที่สุด เช่น อนุภาคโฟตอน อิเล็กตรอน นิวตริโน ไอน์สไตร์พบว่า พลังงานทุกชนิดเปลี่ยนเป็นมวลได้ เช่น ก้อนหิน มีมวล 1 กิโลกรัมเท่ากัน ก้อนที่ร้อนจะหนักมากกว่าเล็กน้อย หรือก้อนหินที่กำลังเคลื่อนที่ จะมีพลังงานจลน์ (E k) ซึ่งไปทำให้มวลเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นวัตถุที่วิ่งเร็วขึ้นๆ จะหนักมากขึ้น จนในที่สุดเมื่อเร็วเท่าแสง จะหนักเป็นอนันต์ นั่นก็หมายความว่า มันจะวิ่งเร็วกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะใส่พลังงานเข้าไปอีกเท่าใดก็ตาม เพราะตามสูตร F=ma ถ้า M เป็นอนันต์ ค่า F ก็ต้องเป็นอนันต์ด้วย ถึงจะเกิดความเร่ง (A) ขึ้นได้ อาจมีคนสงสัยว่า ถ้าเช่นนั้น ทำไมขอบจักรวาลถึงสามารถพองตัวได้เร็วกว่าความเร็วแสง นั่นก็เพราะการพองตัวของจักรวาล อยู่ในระดับที่สูงกว่ามิติที่  3 และแสงมีหน้าที่เพียงการคุมสสารและเวลาในมิติที่ 3 เท่านั้น หรือสรุปง่ายๆ ว่าแสงเป็นใหญ่เฉพาะในมิติของมันเท่านั้นถ้าเทียบกระแสแสงเป็นกระแสน้ำ ก็เหมือนกับน้ำไม่ยอมให้อนุภาคใดๆ ที่อยู่ในตัวมัน ทำความเร็วสูงกว่ากระแสน้ำ แต่การขยายขนาดแม่น้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนขนาดจักรวาล ด้วยความเร็วสูงกว่ากระแสน้ำ ก็ไม่เป็น เรื่องต้องห้าม
ถ้าเรามีไม้เมตรอยู่อันหนึ่ง ขณะที่คลื่นความโน้มถ่วงวิ่งผ่าน มันจะยืดหดไม้เมตรเป็นจังหวะ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามจับคลื่นชนิดนี้ด้วยการทำท่อยาวถึง 4 กิโลเมตร   ที่มลรัฐหลุยเซียนา เมื่อมีคลื่นความโน้มถ่วงจากจักรวาลวิ่งผ่านโลก ท่อนี้จะมีความยาวเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันเราศึกษาจักรวาล โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นเครื่องมือ สมัยแรกๆ จะใช้แสงเป็นหลัก
เมื่อมาในยุคหลัง ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าย่านความถี่อื่นส่องมองจักรวาล เช่น กล้องรังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา หรืออินฟราเรด พบว่า ภาพของจักรวาลแตกต่างจากที่มองเห็นด้วยแสงอย่างมากมาย แต่เมื่อใดก็ตามที่นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องความ
โน้มถ่วงส่องดูจักรวาลจะพบว่า เป็นคนละเรื่องกับที่เห็นด้วย
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเลย นอกจากนั้นจะส่องเห็นมิติอื่นๆด้วย เพราะหลักฐานที่ชัดเจนแล้วว่า แรงโน้มถ่วงเป็นแรงเพียงชนิดเดียวที่สามารถทะลุเข้าไปมิติอื่น  ส่วนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดจะอยู่ในกรอบของมิติเราเท่านั้นดังนั้น การถ่ายภาพเห็นผี เห็นปีศาจ จึงไม่ไช่ความจริง เพราะระบบการทำงานของกล้องจะเกี่ยวข้องกับแสง และแสงในมิตินี้ไม่สามารถสะท้อน
ไปยังมวลในมิติอื่นแล้วทำให้เกิดรูปขึ้นบนกล้องได้
แสงสามารถหลอกเราได้ตลอดเวลา เช่น ถ้าเรายืนห่างจากกระจก 2 เมตร จะเห็นตัวเราอยู่ลึกเข้าไปในกระจก 2 เมตรด้วย
ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะกระจกหนาเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เช่นเดียว
กับส่องกล้องดูจักรวาล  แสงที่มาอาจโค้งจากขอบจักรวาลอีกด้านหนึ่ง วิ่งเข้าหากล้องเราก็ได้ เปรียบเสมือนการส่องเห็นเทพี

สันติภาพ จากยอดตึกใบหยกในประเทศไทย แต่ในความรู้สึก
ของเราดูเหมือนแสงจะวิ่งเป็นเส้นตรงเสมอ จึงเข้าใจผิดว่าวัตถุหรือดวงดาวอยู่ ณ ตำแหน่งที่ส่องเห็น ความจริงแล้วมันโค้งมาแต่ไกล

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

๓ .๒ การท่องจักรวาล

๓ .๒  การท่องจักรวาล

นักวิทยาศาสตร์พยายามจะคิดยานอวกาศสำหรับท่องไปในจักรวาล โดยใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่บนโลก การท่องมิติที่ 4 ไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงของมิติที่ 3 ได้ ดังนั้น ถ้ายังพัฒนาจรวดอย่างไรก็ไม่สามารถทะลุมิติ 4 ได้ การเดินทางด้วยอวกาศแบบนั้น ไแได้ไกลที่สุดก็แค่ดาวพลูโต
เปรียบดังเช่นมนุษย์ในยุค 2 มิติ ที่ใช้การพายเรือในการเคลื่อนที่ พลังงานจากการพายไม่สามารถท่องไปรอบโลกที่เป็นมิติ 3 ได้ แต่นักเดินเรือในยุคนั้นได้สร้างเรือสำเภาขึ้นมา 
ซึ่งใบเรือสามารถใช้แรงจากมิติที่ 3 (ความบิดเบี้ยวของอากาศ) ทำให้สามารถเดินเรือรอบโลกจนรู้ว่าโลกกลม เช่นเดียวกัน การจะท่องจักรวาลต้องใช้ความบิดเบี้ยวของอวกาศให้เป็นประโยชน์ ยานที่สร้างด้วหลักการนี้จะทะลุไปในมิติที่ 4 ได้
มนุษย์ในยุค 2 มิติไม่เข้าใจเรื่องผิวโลกโค้งฉันใด มนุษย์ในยุค  มิติก็ไม่เข้าใจเรื่องจักรวาลโค้งฉันนั้น ถ้าเข้าถึงมิติที่ 4 จะรู้ว่าจักรวาลโค้งเป็นอย่างไร และเรื่องเข้าสู่มิติที่ 5 จะเข้าใจความโค้งของกาลเวลา
หลังจากที่มนุษย์ใช้เรือสำเภามานับร้อยปี เมื่อเซอร์ไอแซค นิวตันคิดกฎของแรงได้
เข้าใจเรื่องความดันอากาศ ความดันน้ำ ทำให้สามารถคิดเรือที่ไม่ต้องใช้ความบิดเบี้ยวของอากาศในการเคลื่อนที่อีกต่อไป และยังสร้างเครื่องบินได้ด้วยเมื่อเข้าใจความบิดเบี้ยวของอากาศว่า อากาศที่บิดเบี้ยวน้อยกว่า (ใต้ปีก) จะมีความดันสูงกว่าเหนือปีก ทำให้ยกตัวเครื่องบินขึ้นได้ ก้าวแรกของมนุษย์ชาติในการบุกเบิกจักรวาล จะต้องเริ่มต้นจากการใช้ความบิดเบี้ยวของกาล-อวกาศ เป็นเครื่องมือเสียก่อน หลังจากนั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์อภิมหาอัจฉริยะแบบนิวตัน หรือไอน์สไตน์เกิดมาอีกครั้ง ก็จะต่อยอดสร้างยานอวกาศที่เทคโนโลยีสูงขึ้น เหมือนกับปัจจุบันที่เรามีเรือต่างๆ ที่ดีเยี่ยมกว่าเรือสำดภามากมาย
เราไม่มีทางเอาชนะแสงได้ แต่ดูเหมือนว่ามีทางที่จะเอาชนะแรงโน้มถ่วงได้ และแสงพ่ายแพ้
ต่อแรงโน้มถ่วง ดังนั้น ถ้าเราชนะแรงโน้มถ่วง นั่นหมายความว่า เราเอาชนะแสงได้ทางอ้อมนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นตามทฤษฎีพบว่า แรงโน้มถ่วงสามารถทะลุมิติได้ แต่แสงทะลุมิติไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเข้าใจความโน้มถ่วงมากพอ จะทำให้เข้าใจถึงเรื่องการทะลุไปมิติอื่นตามมา
เช่นเดียวกับเรือ การจะเดินทางไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ต้องรู็จักใช้คลื่น
ให้เป็นประโยชน์และต้องระวังคลื่นใหญ่ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อเรือได้ ยานอวกาศที่จะเดินทางไปในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ก็ต้องรู้จักการใช้คลื่นความโน้มถ่วงลูกใหญ่ๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่นที่เกิดจากหลุมดำ ถ้าเทียบกับเรือ ก็คือแอ่งน้ำวนนั้นเอง นอกจากนั้น ตัวเรือเอาขณะที่วิ่งไปก็จะทำให้เกิดคลื่นด้วย เช่นเดียวกับยานอวกาศขณะที่เคลื่อนที่จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งต้องนำมาคำนวณด้วย แต่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ของโลกยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วง ดังนั้น คงอีกนานมากเลยทีเดียวกว่ามนุษย์จะสามารถเดินทางไปทั่วดาราจักร แต่ก็มั่นใจได้ว่าในอนาคต ถ้ามนุษย์ไม่ทำสงครามกันเองจนเทคโนโลยีถดถอยเสียก่อน การจะสร้างยานท่องไปในห้วงแห่งกาลอวกาศ สามารถทำได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น มนุษย์จะเป็นอิสระต่อเวลาและระยะทาง
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์ก็คือ ร่างกายของมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทนความเร่งจากแรงโน้มถ่วงที่มากกว่า 3G ได้ (3 เท่าของแรงโน้มถ่วงโลก) ดังนั้นถ้าประดิษฐ์ยานข้ามเวลา
 ข้ามระยะทางได้สำเร็จ มนุษย์อวกาศที่ขึ้นไปบนยานลำนั้น จะทนสภาพความโน้มถ่วง
ที่เปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลได้หรือไม่ และถ้าท่องไปในจักรวาล ก็จะต้องพบกับระลอกคลื่น
เป็นระยะๆ เหมือนเรือที่ออกท่องมหาสมุทร จะต่างกันก็แต่คลื่นทะเลทำให้ศูนย์การทรงตัว
ของมนุษย์เสีย จึงเกิดอาการเมาคลื่น แต่คลื่นความโน้มถ่วงจะส่งผลไปถึงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ระบบเลือด ระบบประสาททั้งหมด ดังนั้น ต้องคำนึงถึงขีดจำกัดทางชีวภาพของมนุษย์ด้วย ยกเว้นจิต ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับขีดจำกัดนี้ เพราะจิตไม่มีเซลล์ ไม่มีมวลอาจเป็นไปได้ว่า
การข้ามมิติ ข้ามเวลาในอนาคตจะออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์เรื่อง The Matrix หรือ inception ที่ใช้จิตและสติเดินทางไปแทน ดังนั้น ถ้าคิดจะกลับไปเปลี่ยนอดีคต้องใช้จิตเหนี่ยว
นำจิตเท่านั้น เราไม่สามารถเอาร่างกายไปทำอะไรมิตินั้นได้ เพราะกายไม่ได้ข้ามเวลาไปด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีกำลังสติที่สูงมาก เพราะการถอดจิตโดยเจตสิกที่เรียกว่า สติ ไม่ติดตามไปจะอันตรายมาก อาจถึงขนาดกลับเข้ามาในร่างเดิมไม่ได้อีก
ยังไม่จบนะครับ
ติดตามอ่านต่อได้ในบนที่ 2 นะครับ